Diary – วันนี้จะกลายเป็นเมื่อวาน สำหรับวันพรุ่งนี้

สิ่งที่ผ่านให้เราพบเจอและตัดสินใจในแต่ละวันบางทีมันก็เข้ามาและผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางเรื่องเราอยากทำมันให้ดี แต่ก็ต้องพยายามรีบทำมันให้เสร็จเพื่อเราจะทำมันได้ทันเวลาตามเวลาของนาฬิกา บางเรื่องเราก็ต้องรีบตัดสินใจ บางทีก็เพื่อให้ทันเวลาสำหรับตัวเอง(บางทีก็เพื่อให้ทันเวลาสำหรับคนอื่น) บางเรื่องที่เราอยากใช้เวลาตั้งใจทำมันให้ดี บางทีถ้าตั้งสติไม่ทันเราก็ข้ามความตั้งใจไปบ้าง เพื่อแค่ทำมันพอให้เสร็จทันเวลาเหมือนกัน แต่บางทีพอตั้งสติได้หน่อย ก็จะนึกถึงข้อความนี้ว่า “วันนี้จะกลายเป็นเมื่อวาน สำหรับวันพรุ่งนี้” พอมันมีบางอย่างที่อยากตั้งใจทำมันให้ดี หรืออาจจะเป็นเรื่องอยากใช้เวลากับใครในชีวิตให้มากขึ้น เพื่อที่วันพรุ่งนี้เราจะได้ไม่นั่งเสียใจ ว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำให้ดีกว่านี้ บางทีพอนึกถึงข้อความนี้แทนที่จะปล่อยให้ทำแค่พอให้มันผ่านไป, ทำตามหน้าที่, หรือว่าอยากเร่งที่จะทำมันแค่ให้ทันเสร็จทันเวลา ก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาหน่อยที่จะตั้งใจทำมันให้ดีขึ้นตามที่ตั้งใจไว้ เพื่อที่พรุ่งนี้มองย้อนกลับมาจะได้บอกกับตัวเองได้ว่า เมื่อวานเราก็ได้ทำมันอย่างดีที่สุดตามที่เราตั้งใจแล้ว เอาเข้าจริงแล้วเราก็ไม่สามารถเตือนสติตัวเองได้แบบนี้ทุกวันหรอก บางวันลืมๆ บ้าง ก็ปล่อยมันไปไม่ฝืนให้เครียด บางวันที่ดูบริบทแล้วน่าจะพอทำได้ ก็จะพยายามตั้งใจทำมันให้ดีตามใจต้องการนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราในอนาคตจะมองย้อนกลับมามองตัวเองว่ายังไงเหมือนกัน สิ่งที่ปัจจุบันอาจจะใช้เวลาทั้งวันเพื่อทำให้มันเสร็จ สำหรับอนาคตอาจจะใช้แค่หนึ่งชั่วโมงก็ได้ ตัวอย่างเช่น การคมนาคมเมื่อก่อนสมัยยังไม่มีรถ การเดินทาง 6 กิโลเมตร อาจใช้เวลาครึ่งค่อนวัน แต่เดี๋ยวนี้ 6 กิโลขับรถไป 6 นาทีก็ถึงแล้ว เลยอยากบอกตัวเองในอนาคตว่า ทุกวันนี้ก็พยายามทำให้ดีที่สุดตามปัจจัยแล้วนะ มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทุกสิ่งที่เลือกทำก็มักจะเป็นสิ่งที่ออมคิดแล้วว่าอยากจะทำและสามารถทำมันได้เลยในเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอและเหมาะสามตามปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอยู่นะ ช่วยให้คะแนนเยอะๆสำหรับตัวเองสำหรับเมื่อวานของวันพรุ่งนี้ด้วยนะ

Books – และสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน

แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน หรือข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษมาจาก This too shall pass จะเป็นข้อความที่ถูกยกมาพูดถึงในหนังสือน่าจะหลายเล่ม ที่พอจะอ่านเจอ พออ่านแล้วก็ชอบและคิดกับตัวเองว่าเป็นวิธีการมองโลกที่ดีอีกวิธีนึง แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายๆ และสิ่งต่างๆ ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีก็ลืมๆ ข้อความนี้ไปบ้าง จนล่าสุดได้กลับมาฟังอีกในระหว่างนั่งเรียนคอร์สใน coursera ได้ยินมา 2 รอบ จากอาจารย์คนละคนกันและจากคนละคอร์สเลยทำให้กลับมานึกถึงข้อความนี้อีกและเป็นจังหวะที่ดีด้วยที่เจอข้อความนี้แวะมาทักทาย เอาตามความเข้าใจของออมเอง (This too shall pass:แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน) ช่วยเตือนใจให้เราโฟกัสอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบันโดยไม่ไปหมกมุ่นหรือจมไปกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ยังไงมันก็จะเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปในที่สุด ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่อย่างเดิมตลอดไป ถ้าเรากำลังเจอกับความทุกข์หรือความยากลำบาก เราก็ควรจะพยายามอยู่กับมันให้ได้ แก้ไขตามกำลังโดยไม่ทุกข์ใจมากเกินไปนักเพราะเดี๋ยวสิ่งนี้ที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะยากลำบากหรือทุกข์ใจสักแค่ไหน มันก็จะเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปในที่สุด ถ้าเรากำลังเจอกับสิ่งที่ทำให้เราความสุขมากๆ เราก็ควรจะอยู่กับมันอย่างมีสติ ไม่หลงใหลไปกับสิ่งนั้นมากนัก เพราะสิ่งนั้นเดี๋ยวก็จะผ่านเราไปในไม่ช้าเช่นกัน ถ้าเราสามารถมีสติและมองว่า เดี๋ยวสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ยังไงเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปจากชีวิตเรา ถ้าเรามีสติและสามารถคิดแบบนี้ได้ทุกครั้งก็คงจะดีนะ เพราะเราจะได้ไม่ต้องทุกข์มากนักเมื่อเจอกับเรื่องแย่ๆ ที่ดูจะไม่มีทางแก้ หรือถ้าไปเจอเรื่องที่สุขมากๆ เราก็จะได้ไม่เผลอที่จะพยายามดึงรั้งความสุขนั้นไว้จนเมื่อมันเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปแล้วเราเป็นทุกข์มากๆที่ความสุขนั้นมันเคลื่อนผ่านจากชีวิตเราออกไป

ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี

เมื่อไม่นานมานี้สมาชิกในบ้านถุงน้ำดีอักเสบและทำให้ติดเชื้อ ตอนมีอาการอักเสบก็ปวดท้องมากๆ คล้ายเป็นไส้ติ่งแต่ว่าตำแหน่งที่เจ็บอยู่ด้านบนขึ้นมาหน่อย และแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย แล้วก็มีไข้ด้วย สาเหตุของการเหล่านี้ก็เพราะในถุงน้ำดีนั้นมีก้อนนิ่วอยู่ และด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง เจ้าก้อนนิ่วพวกนี้ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบและมีอาการติดเชื้อด้วย ตอนช่วงแรกที่กำลังอักเสบและติดเชื้อคุณหมอก็ดูอาการก่อนว่าจะผ่าเลยทันทีในช่วงที่กำลังอักเสบและติดเชื้อไหม หลังจากวิเคราะห์และดูอาการแล้วช่วงแรกก็รักษาอาการติดเชื้อให้หายดีก่อนแล้วรอให้ถุงน้ำดีที่อักเสบยุบลงสักหน่อย แล้วค่อยมาผ่าตัดเอานิ่วออก หลังจากหายจากอาการติดเชื้อและไม่ค่อยปวดท้องแล้ว จากนั้นก็จัดการเรื่องนัดวันเพื่อเตรียมตัวเพื่อผ่าตัดเอานิ่วออกมา กรณีนี้เมื่อผ่าตัดเอานิ่วออกมาแล้วก็ต้องตัดถุงน้ำดีออกมาพร้อมกันด้วย (ซึ่งก็จะมีผลทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยไขมันพร้อมกันในปริมาณมากเหมือนเดิมได้ ที่เข้าใจก็คือเจ้าถุงน้ำดีนี่เปรียบเสมือนถังพักน้ำดีที่ผลิตจากตับ ตับผลิตน้ำดีออกมาเรื่อยๆ แล้วก็มาพักที่ถุงน้ำดี เมื่อเราทานอาหารที่มีพวกไขมันอยู่ ร่างกายก็จะสั่งให้ถุงน้ำดีปล่อยน้ำดีที่เก็บสะสมไว้ลงไปเพื่อย่อยพวกไขมัน ประมาณนี้มั่งนะ ทีนี้พอไม่มีถังพักตับผลิตมาคราวละเท่าไรก็สามารถย่อยพวกไขมันได้ครั้งละเท่านั้น) ตอนวันผ่าตัดจริง คุณหมอบอกว่าเจ้าถุงน้ำดีเริ่มมีอาการอักเสบขึ้นมาอีกแล้ว แต่ยังไม่เยอะเหมือนกับรอบก่อน แต่พอมีอาการอักเสบการผ่าตัดก็ยากขึ้นกว่าแบบไม่อักเสบ ต้องขอบคุณคุณหมอที่ช่วยให้ดูและและพยายามให้การผ่าตัดสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผ่าตัดแบบแผลเล็กจนสำเร็จ ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ขอบคุณคุณหมอมากๆที่ช่วยจนสำเร็จ หลังจากผ่าตัดแล้ว สมาชิกในบ้านซึ่งเป็นคนไข้ก็ได้ก้อนนิ่วกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย ก้อนนิ่วที่ถูกผ่าตัดออกมารอบนี้เป็นสีดำ ก้อนเล็กๆ และแข็งๆ เหมือนก้อนกรวด แต่ลองเอามาถูๆ กับผ้าดูก็เหมือนจะละลายได้บางส่วนนะ หน้าตาก้อนนิ่วที่ผ่าตัดออกมาหน้าตาก็จะเป็นแบบนี้ ก้อนนิ่วแข็งๆ แบบนี้อยู่ในร่างกายก็มีเหตุผลที่จะทำให้อวัยวะนั้นอักเสบได้จริงๆ นั่นแหละนะ เหมือนเจ้าก้อนนิ่วในถุงน้ำดีนั้น นอกจากสีดำแล้วบางคนอาจจะเป็นสีเหลือง หรือบางคนก็อาจจะเป็นสีน้ำตาลก็ได้ อาจจะไม่ใช่สีดำแบบนี้ ก้อนนิ่วในรูปจะดูสะอาดหน่อยเพราะหลังจากได้มาก็เอาผ้าเช็ดทำความสะอาดไปรอบนึงแล้ว เพราะตอนออกมาจากร่างกายมันมีคราบเลือดหรือคราบน้ำดีหรือไขมันติดมาด้วย ถ้าไม่เช็ดทำความสะอาดเดี๋ยวมันบูดเอามั้งนะ อันนี้คิดเอาเอง ก็เลยเลือกเช็ดทำความสะอาดไปก่อนแล้ว หลังจากผ่าตัดก็ต้องรอให้ร่างกายปรับตัวและรอให้แผลผ่าตัดหายดี สุดท้ายรอบนี้ก็เลยได้รู้จักกับเจ้าก้อนนิ่วในถุงน้ำดีจากสมาชิกในบ้านของจริง ซึ่งจริงๆแล้วทุกคนก็ไม่ต้องรู้จักเจ้าก้อนนิ่วตัวจริงนี้ก็ได้นะ มันก็คงจะดีกว่าถ้าร่างกายแข็งแรง Read more about ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี[…]

Books – หนังสือที่อ่านครึ่งปีแรกของปี 2026

สำหรับปีนี้ ครึ่งปีแรกกำลังจะหมดลงแล้วปลายเดือนนี้ เวลาปีนี้ก็ผ่านไปเร็วมากๆ เหมือนเดิมลยนะ พอมาดูหนังสือเป็นเล่มที่อ่านแล้ว พบว่าปีนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเป็นเล่มจริงๆจังๆน้อยนั่นแหละ นับได้ที่อ่านแบบตั้งใจ 8 เล่มถ้วน(เป็นหนังสือเด็กไปแล้ว 3 เล่มหน่ะ) โพสท์นี้ไม่ได้มีการรีวิวหนังสือใดๆ นะ แค่อยากบันทึกเอาไว้ว่าครึ่งปีแรกนี้อ่านเล่มไหนไปแล้วบ้าง 3 เล่มแรก: บทสนทนาสุดท้าย, 5 สิ่งก่อนตายที่คนเสียดายที่สุด, ถ้าอีก 1 ปีฉันจะต้องตาย… หนังสือเกี่ยวกับความหมายของความตายและเกี่ยวกับความหมายของชีวิต เมื่อต้นปีน่าจะอินมากกับหนังสือแนวนี้ ตอนนี้ก็ยังจะอินอยู่ บทสนทนาสุดท้าย: เป็นเรื่องราวดีๆและบทสนทนาระหว่างคุณหมอกับผู่ป่วยระยะท้ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลคูน, ความในใจของผู้ป่วยและการช่วยให้ครอบครัวมีความสุขที่สุดในช่วงเวลาที่มี 5 สิ่งก่อนตายที่คนเสียดายที่สุด: ข้อคิดที่ Bronnie ได้รับและนำมาถ่ายทอดในระหว่างที่ได้มีโอกาสทำงานดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ว่าในมุมมองผู้ป่วยมีความต้องการอะไร, คาดหวังอะไรและมีอะไรทำให้พวกเขามีความสุขในช่วงเวลาที่เหลือ โดย Bronnie เองก็ไม่ได้จะตั้งใจทำงานดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ต้น แต่ก็มีโอกาสได้เข้ามาทำงานนี้ในช่วงหนึ่งของชีวิต และนำประสบการณ์ในช่วงนั้นมาถ่ายทอด ดาวหางเหนือทางรถไฟ: เคยอ่านหนังสือ ทางรถไฟสายดาวตกและสองเงาในเกาหลี ของนักเขียนเล่มนี้มาก่อน ชอบวิธีการเขียนอยู่นะ แต่จริงๆ แล้วเล่มนี้เหมือนจะเขียนก่อน 2 เล่มนั้นด้วย แต่ว่าเพิ่งจะมีโอกาสไปเจอหนังสือเล่มนี้มาทีหลัง การเดินทางสำหรับเล่มนี้เป็นเหตุการณ์ของการแบกเป้เดินทางของนักเขียนด้วยเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ช่วงปี 2003 ซึ่งในยุคนั้น อินเตอร์เนตในระหว่างการเดินทางยังเข้าถึงไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ Read more about Books – หนังสือที่อ่านครึ่งปีแรกของปี 2026[…]

Take nothing but results, Leave nothing but assumptions

ลงเรียนคอร์สนึงใน coursera แล้วในระหว่างที่อาจารย์สอน อาจารย์ในคอร์สก็พูดข้อความนี้ขึ้นมา ฟังแล้วชอบจังเลยอยากจะบันทึกเก็บไว้ Take nothing but results Leave nothing but assumptions Take nothing but pictures Leave nothing but footprints การแปลความในมุมมองส่วนตัวพอฟังแล้วก็คิดได้อย่างนึงว่า ในชีวิตของเราเองบางทีเราก็เอาสิ่งที่เป็นสมมติฐานมาที่เราคาดเดาไปเองจากเหตุผลที่สร้างขึ้นในหัวมาวางเป็นกรอบให้ชีวิตมันยากขึ้น ทั้งๆ ที่สมมติฐานทั้งหลายที่เราตั้งหรือรับฟังมาจากคนอื่นนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์เลย ในชีวิตคงง่ายกว่ามากแหละถ้าเราจะเลือกหยิบแค่ส่วนที่เป็นผลลัพท์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วเราจึงค่อยเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในการคิดของเรา เพราะจริงๆ แล้วสมมติฐานตั้งขึ้นมาง่ายกว่ามากๆ เลยแค่คิดขึ้นมาแป๊บเดียวก็ตั้งขึ้นมาได้แล้ว แต่การหยิบสมมติฐานที่สงสัยเหล่านั้นออกมาพิสูจน์เป็นเรื่องที่ทำยากกว่ามากเพราะมันต้องใช้ทั้งเวลา, ความรู้ และพลังงาน กว่าจะได้ผลลัพท์ออกมาเป็นคำตอบของสมมติฐานที่เราตั้งไว้ และในอีกด้านนึง ถึงแม้เราจะตั้งสมมติฐาน พร้อมทั้งทดสอบสมมติฐานและได้ผลลัพท์ออกมาคำตอบออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเชื่อในคำตอบที่เราได้มา แต่การที่จะบอกคนอื่นว่ามันเป็นอย่างนี้สิ และจะแนะนำให้คนอื่นเชื่อเหมือนเราก็เป็นเรื่องยากอีกแหละ ไม่ว่าเรื่องที่เราพิสูจน์มามันจะถูกต้องหรือมีทฤษฎีรองรับแค่ไหน เพราะอย่างนั้นพอเราได้คำตอบ และเราไม่ต้องปวดหัวเราก็เชื่อของเราเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องบอกหรือบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเราหรอก สิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ก็คงเป็นสมมติฐานเหมือนที่เราสงสัยตั้งแต่ต้นนั่นแหละ คนอื่นก็อาจจะอยากเชื่อในคำตอบที่พิสูจน์ออกมาด้วยวิธีของเขาเองเหมือนกัน ในอีกบทพูดถึง การที่เราไปเยี่ยมชมธรรมชาติ เราก็ควรจะเลือกรบกวนธรรมชาติตรงนั้นให้น้อยที่สุด อาจไปนั่งมองด้วยตา หรืออาจเก็บเป็นความทรงจำโดยบันทึกเป็นภาพถ่ายไว้ แต่ก็ไม่ควรหยิบ, จับ, เคลื่อนย้าย หรือนำติดมือกลับมาบ้าน ถ้าเอาสิ่งของอะไรไป Read more about Take nothing but results, Leave nothing but assumptions[…]