Books – หนังสือที่อ่านครึ่งปีแรกของปี 2026

สำหรับปีนี้ ครึ่งปีแรกกำลังจะหมดลงแล้วปลายเดือนนี้ เวลาปีนี้ก็ผ่านไปเร็วมากๆ เหมือนเดิมลยนะ พอมาดูหนังสือเป็นเล่มที่อ่านแล้ว พบว่าปีนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเป็นเล่มจริงๆจังๆน้อยนั่นแหละ นับได้ที่อ่านแบบตั้งใจ 8 เล่มถ้วน(เป็นหนังสือเด็กไปแล้ว 3 เล่มหน่ะ) โพสท์นี้ไม่ได้มีการรีวิวหนังสือใดๆ นะ แค่อยากบันทึกเอาไว้ว่าครึ่งปีแรกนี้อ่านเล่มไหนไปแล้วบ้าง 3 เล่มแรก: บทสนทนาสุดท้าย, 5 สิ่งก่อนตายที่คนเสียดายที่สุด, ถ้าอีก 1 ปีฉันจะต้องตาย… หนังสือเกี่ยวกับความหมายของความตายและเกี่ยวกับความหมายของชีวิต เมื่อต้นปีน่าจะอินมากกับหนังสือแนวนี้ ตอนนี้ก็ยังจะอินอยู่ บทสนทนาสุดท้าย: เป็นเรื่องราวดีๆและบทสนทนาระหว่างคุณหมอกับผู่ป่วยระยะท้ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลคูน, ความในใจของผู้ป่วยและการช่วยให้ครอบครัวมีความสุขที่สุดในช่วงเวลาที่มี 5 สิ่งก่อนตายที่คนเสียดายที่สุด: ข้อคิดที่ Bronnie ได้รับและนำมาถ่ายทอดในระหว่างที่ได้มีโอกาสทำงานดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ว่าในมุมมองผู้ป่วยมีความต้องการอะไร, คาดหวังอะไรและมีอะไรทำให้พวกเขามีความสุขในช่วงเวลาที่เหลือ โดย Bronnie เองก็ไม่ได้จะตั้งใจทำงานดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ต้น แต่ก็มีโอกาสได้เข้ามาทำงานนี้ในช่วงหนึ่งของชีวิต และนำประสบการณ์ในช่วงนั้นมาถ่ายทอด ดาวหางเหนือทางรถไฟ: เคยอ่านหนังสือ ทางรถไฟสายดาวตกและสองเงาในเกาหลี ของนักเขียนเล่มนี้มาก่อน ชอบวิธีการเขียนอยู่นะ แต่จริงๆ แล้วเล่มนี้เหมือนจะเขียนก่อน 2 เล่มนั้นด้วย แต่ว่าเพิ่งจะมีโอกาสไปเจอหนังสือเล่มนี้มาทีหลัง การเดินทางสำหรับเล่มนี้เป็นเหตุการณ์ของการแบกเป้เดินทางของนักเขียนด้วยเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ช่วงปี 2003 ซึ่งในยุคนั้น อินเตอร์เนตในระหว่างการเดินทางยังเข้าถึงไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ Read more about Books – หนังสือที่อ่านครึ่งปีแรกของปี 2026[…]

Books – มหัศจรรย์สวนเวทมนต์ 1-6

มหัศจรรย์สวนเวทมนต์ เป็นหนังสือเด็กโตขึ้นมาหน่อย ยังเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบอยู่บ้าง แต่เทียบภาพกับตัวหนังสือก็เริ่มมีตัวหนังสือเยอะกว่าภาพและตัวหนังสือจะมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือที่ผู้ใหญ่อ่านทั่วไป ตามที่สำนักพิมพ์เขียนแนะนำไว้ในเล่มว่าเหมาะเป็นหนังสือเล่มแรกที่ให้เด็กเริ่มเปลี่ยนจากหนังสือภาพของเด็ก มาเป็นหนังสือที่มีตัวหนังสือเยอะขึ้น เหมาะสำหรับให้เด็กที่เริ่มโตหน่อยฝึกอ่าน หนังสือจะเป็นหนังสือแปลจากผลงานนักเขียนชาวญี่ปุ่น(Yasuko Ambiru) และ นำมาแปลเป็นภาษาไทยซึ่งพิมพ์จากสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ในชุดมหัศจรรย์สวนเวทมนต์ตอนนี้จะมีทั้งหมด 6 เล่ม แต่ดูข้อมูลจากเวปของนักเขียน ซึ่งได้เขียนหนังสือชุดนี้ในภาษาญี่ปุ่นจะมีภาคต่อไปอีกมากกว่า 6 เล่ม ตามลิงค์นี้ มหัศจรรย์สวนเวทมนต์ จะเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนนึงชื่อจาเรตต์ ที่ได้รับมรดกจากญาติผู้ใหญ่เป็นคฤหาสน์เวทมนต์ชื่อว่าคฤหาสน์โทแพส จริงๆ แล้วคฤหาสน์มรดกชิ้นนี้จะยกมอบให้ญาติของเด็กหญิงจาเรตต์มาหลายคนแล้ว แต่ว่าพอญาติคนก่อนมาทดลองรับมรดกปรากฏว่าตัวคฤหาสน์เองไม่ยอมรับญาติคนก่อนๆ จนกระทั่งมรดกตกทอดมาถึงจาเรตต์ เด็กหญิงจึงขออนุญาติคุณพ่อกับคุณแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อสืบทอดมรดก ในที่สุดจาเรตต์ก็พิสูจน์ตัวเองกับคฤหาสน์เวทมนต์จนสามารถเป็นผู้สืบทอดมรดกได้ เมื่อจาเรตต์ได้มาอยู่ที่คฤหาสน์โทแพส ก็กลับมาฟื้นฟูสวนเวทมนต์ซึ่งเป็นสวนสมุนไพรฝรั่งที่มีสมุนไพรนานาชนิด และนำสมุนไพรฝรั่งในสวนเหล่านั้นมาปรุงยาโดยอาศัยหนังสือคู่มือการปรุงยาที่สืบทอดมา หนังสือเวทมนต์นั้นจะปรากฏสูตรการปรุงยาขึ้นมาตามที่เหมาะสมกับความต้องการของคนป่วยในหมู่บ้านและจาเรตต์เฉพาะเวลานั้นๆ โดยจะใช้วัตถุดิบจากสวนเวทมนต์ซึ่งเป็นสวนสมุนไพรของคฤหาสน์ การผจญภัยของจาเรตต์จึงมีหน้าที่สืบทอดการปรุงยาสมุนไพรเพื่อนำไปช่วยเหลือตามความต้องการของคนในหมู่บ้าน จาเรตต์จะปรุงยาสำเร็จไหม, จะแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้านให้ผ่านไปด้วยดีไหม, จาเรตต์จะคิดถึงพ่อแม่จนอยากกลับบ้านไหม, และจะสามารถสืบทอดมรดกโดยการดูแลคฤหาสน์ด้วยตัวคนเดียวไหวไหม ก็ต้องลองไปติดตามอ่านในหนังสือแต่ละเล่มเอานะ ในหนังสือแต่ละเล่มจะมีภาพประกอบน่ารักๆ อยู่บ้างแต่ไม่เยอะมาก บางหน้าก็จะเป็นภาพสี บางหน้าก็จะเป็นภาพประกอบขาวดำ ซึ่งน่าจะช่วยให้เด็กๆอ่านได้ง่ายขึ้น ส่วนท้ายเล่มของแต่ละเล่ม ยังมีการแนะนำวิธีทำยาสมุนไพร จากสมุนไพรฝรั่งของจาเรตต์มาเป็นไอเดียแนะนำให้เด็กได้ทดลองทำด้วย ซึ่งบางเล่มวัตถุดิบก็หาไม่ยาก เด็กๆ น่าจะพอทดลองทำดูได้ แต่บางอันวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรฝรั่งก็อาจจะหายากหน่อย ออมเองโตแล้วอ่านหนังสือชุดนี้ก็ชอบเหมือนกัน สำนักพิมพ์นานมีบุคส์พิมพ์ออกมาแล้ว 6 เล่มก็เลยตามอ่านจนครบทั้ง Read more about Books – มหัศจรรย์สวนเวทมนต์ 1-6[…]

Books – The girl who never made mistakes

หนังสือภาพของเด็กเล่มหนึ่งที่ได้อ่านตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วและชอบมาก หนังสือภาพเล่มนี้ชื่อ“The girl who never made mistakes” โดย Mark Pett และ Gary Rubinstein เล่มนี้ได้มาเป็นหนังสือปกแข็งด้วย ในเรื่องจะมีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ “เบียทริซ(ฺBeatrice)” ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่แทบจะไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยในชีวิต และทุกคนในเมืองให้ฉายาเบียทริซว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ว่าจะทำอะไร ผลงานก็ออกสมบูรณ์แบบไปเสียหมด ไม่เคยมีข้อผิดพลาดเลย มีคนชื่นชอบเบียทริซเยอะมาก มีแฟนคลับมาชื่นชม มีนักข่าวมาทำข่าวเสมอเพราะความโด่งดังในความสมบูรณ์แบบของเบียทริซด้วย เบียทริซก็ใช้ชีวิตแบบอยู่กับความสมบูรณ์แบบตลอดมา ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ที่ทำให้เกือบเกิดความผิดพลาดขึ้นกี่ครั้ง แต่เบียทริซกลับสามารถแก้ปัญหาได้เสมอมา จนทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์ได้ทุกครั้ง แล้ววันนึงเบียทริซได้รับการเชิญให้ไปทำการแสดงความสามารถบนเวทีใหญ่ มีคนมาดูเยอะ มีนักข่าวมาทำข่าวด้วย สำหรับเบียทริซที่ทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบได้เสมอก็ซ้อมเต็มที่เพื่อไปแสดงที่งานนั้น และซ้อมจนมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีข้อผิดพลาด และพร้อมที่จะขึ้นเวที ในวันแสดงจริง เบียทริซก้าวขึ้นไปแสดงบนเวทีอย่างมั่นใจ และเริ่มทำการแสดงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก การแสดงของเบียทริซเป็นการโยนสิ่งของ 3 อย่างขึ้นไปในอากาศและคอยประคองไว้ไม่ให้สิ่งของตกลงมา ของ 3 อย่างในวันนั้นจะมี หนูแฮมเสตอร์, ขวดพริกไทย และลูกโป่งบรรจุน้ำ การแสดงก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เบียทริซสามารถเลี้ยงของทั้ง 3 อย่างไว้ในอากาศได้สมบูรณ์อย่างไม่มีที่ติ และน่าจะเป็นการแสดงมีที่ท่าจะจบลงด้วยดี แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขวดพริกไทยของเบียทริซที่เตรียมไว้นั้นไม่ได้ปิดฝาไว้ให้สนิท พริกไทยเริ่มฟุ้งกระจาย เริ่มจากหนูแฮมเสตอร์ที่ลอยอยู่บนอากาศเริ่มจาม จากนั้นทุกสิ่งที่ลอยอยู่บนอากาศเริ่มเสียการควบคุมไปหมด, Read more about Books – The girl who never made mistakes[…]

Take nothing but results, Leave nothing but assumptions

ลงเรียนคอร์สนึงใน coursera แล้วในระหว่างที่อาจารย์สอน อาจารย์ในคอร์สก็พูดข้อความนี้ขึ้นมา ฟังแล้วชอบจังเลยอยากจะบันทึกเก็บไว้ Take nothing but results Leave nothing but assumptions Take nothing but pictures Leave nothing but footprints การแปลความในมุมมองส่วนตัวพอฟังแล้วก็คิดได้อย่างนึงว่า ในชีวิตของเราเองบางทีเราก็เอาสิ่งที่เป็นสมมติฐานมาที่เราคาดเดาไปเองจากเหตุผลที่สร้างขึ้นในหัวมาวางเป็นกรอบให้ชีวิตมันยากขึ้น ทั้งๆ ที่สมมติฐานทั้งหลายที่เราตั้งหรือรับฟังมาจากคนอื่นนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์เลย ในชีวิตคงง่ายกว่ามากแหละถ้าเราจะเลือกหยิบแค่ส่วนที่เป็นผลลัพท์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วเราจึงค่อยเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในการคิดของเรา เพราะจริงๆ แล้วสมมติฐานตั้งขึ้นมาง่ายกว่ามากๆ เลยแค่คิดขึ้นมาแป๊บเดียวก็ตั้งขึ้นมาได้แล้ว แต่การหยิบสมมติฐานที่สงสัยเหล่านั้นออกมาพิสูจน์เป็นเรื่องที่ทำยากกว่ามากเพราะมันต้องใช้ทั้งเวลา, ความรู้ และพลังงาน กว่าจะได้ผลลัพท์ออกมาเป็นคำตอบของสมมติฐานที่เราตั้งไว้ และในอีกด้านนึง ถึงแม้เราจะตั้งสมมติฐาน พร้อมทั้งทดสอบสมมติฐานและได้ผลลัพท์ออกมาคำตอบออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเชื่อในคำตอบที่เราได้มา แต่การที่จะบอกคนอื่นว่ามันเป็นอย่างนี้สิ และจะแนะนำให้คนอื่นเชื่อเหมือนเราก็เป็นเรื่องยากอีกแหละ ไม่ว่าเรื่องที่เราพิสูจน์มามันจะถูกต้องหรือมีทฤษฎีรองรับแค่ไหน เพราะอย่างนั้นพอเราได้คำตอบ และเราไม่ต้องปวดหัวเราก็เชื่อของเราเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องบอกหรือบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเราหรอก สิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ก็คงเป็นสมมติฐานเหมือนที่เราสงสัยตั้งแต่ต้นนั่นแหละ คนอื่นก็อาจจะอยากเชื่อในคำตอบที่พิสูจน์ออกมาด้วยวิธีของเขาเองเหมือนกัน ในอีกบทพูดถึง การที่เราไปเยี่ยมชมธรรมชาติ เราก็ควรจะเลือกรบกวนธรรมชาติตรงนั้นให้น้อยที่สุด อาจไปนั่งมองด้วยตา หรืออาจเก็บเป็นความทรงจำโดยบันทึกเป็นภาพถ่ายไว้ แต่ก็ไม่ควรหยิบ, จับ, เคลื่อนย้าย หรือนำติดมือกลับมาบ้าน ถ้าเอาสิ่งของอะไรไป Read more about Take nothing but results, Leave nothing but assumptions[…]