Books – และสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน

แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน หรือข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษมาจาก This too shall pass จะเป็นข้อความที่ถูกยกมาพูดถึงในหนังสือน่าจะหลายเล่ม ที่พอจะอ่านเจอ พออ่านแล้วก็ชอบและคิดกับตัวเองว่าเป็นวิธีการมองโลกที่ดีอีกวิธีนึง แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายๆ และสิ่งต่างๆ ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีก็ลืมๆ ข้อความนี้ไปบ้าง จนล่าสุดได้กลับมาฟังอีกในระหว่างนั่งเรียนคอร์สใน coursera ได้ยินมา 2 รอบ จากอาจารย์คนละคนกันและจากคนละคอร์สเลยทำให้กลับมานึกถึงข้อความนี้อีกและเป็นจังหวะที่ดีด้วยที่เจอข้อความนี้แวะมาทักทาย เอาตามความเข้าใจของออมเอง (This too shall pass:แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน) ช่วยเตือนใจให้เราโฟกัสอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบันโดยไม่ไปหมกมุ่นหรือจมไปกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ยังไงมันก็จะเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปในที่สุด ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่อย่างเดิมตลอดไป ถ้าเรากำลังเจอกับความทุกข์หรือความยากลำบาก เราก็ควรจะพยายามอยู่กับมันให้ได้ แก้ไขตามกำลังโดยไม่ทุกข์ใจมากเกินไปนักเพราะเดี๋ยวสิ่งนี้ที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะยากลำบากหรือทุกข์ใจสักแค่ไหน มันก็จะเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปในที่สุด ถ้าเรากำลังเจอกับสิ่งที่ทำให้เราความสุขมากๆ เราก็ควรจะอยู่กับมันอย่างมีสติ ไม่หลงใหลไปกับสิ่งนั้นมากนัก เพราะสิ่งนั้นเดี๋ยวก็จะผ่านเราไปในไม่ช้าเช่นกัน ถ้าเราสามารถมีสติและมองว่า เดี๋ยวสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ยังไงเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปจากชีวิตเรา ถ้าเรามีสติและสามารถคิดแบบนี้ได้ทุกครั้งก็คงจะดีนะ เพราะเราจะได้ไม่ต้องทุกข์มากนักเมื่อเจอกับเรื่องแย่ๆ ที่ดูจะไม่มีทางแก้ หรือถ้าไปเจอเรื่องที่สุขมากๆ เราก็จะได้ไม่เผลอที่จะพยายามดึงรั้งความสุขนั้นไว้จนเมื่อมันเคลื่อนผ่านชีวิตเราไปแล้วเราเป็นทุกข์มากๆที่ความสุขนั้นมันเคลื่อนผ่านจากชีวิตเราออกไป

Take nothing but results, Leave nothing but assumptions

ลงเรียนคอร์สนึงใน coursera แล้วในระหว่างที่อาจารย์สอน อาจารย์ในคอร์สก็พูดข้อความนี้ขึ้นมา ฟังแล้วชอบจังเลยอยากจะบันทึกเก็บไว้ Take nothing but results Leave nothing but assumptions Take nothing but pictures Leave nothing but footprints การแปลความในมุมมองส่วนตัวพอฟังแล้วก็คิดได้อย่างนึงว่า ในชีวิตของเราเองบางทีเราก็เอาสิ่งที่เป็นสมมติฐานมาที่เราคาดเดาไปเองจากเหตุผลที่สร้างขึ้นในหัวมาวางเป็นกรอบให้ชีวิตมันยากขึ้น ทั้งๆ ที่สมมติฐานทั้งหลายที่เราตั้งหรือรับฟังมาจากคนอื่นนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์เลย ในชีวิตคงง่ายกว่ามากแหละถ้าเราจะเลือกหยิบแค่ส่วนที่เป็นผลลัพท์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วเราจึงค่อยเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในการคิดของเรา เพราะจริงๆ แล้วสมมติฐานตั้งขึ้นมาง่ายกว่ามากๆ เลยแค่คิดขึ้นมาแป๊บเดียวก็ตั้งขึ้นมาได้แล้ว แต่การหยิบสมมติฐานที่สงสัยเหล่านั้นออกมาพิสูจน์เป็นเรื่องที่ทำยากกว่ามากเพราะมันต้องใช้ทั้งเวลา, ความรู้ และพลังงาน กว่าจะได้ผลลัพท์ออกมาเป็นคำตอบของสมมติฐานที่เราตั้งไว้ และในอีกด้านนึง ถึงแม้เราจะตั้งสมมติฐาน พร้อมทั้งทดสอบสมมติฐานและได้ผลลัพท์ออกมาคำตอบออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเชื่อในคำตอบที่เราได้มา แต่การที่จะบอกคนอื่นว่ามันเป็นอย่างนี้สิ และจะแนะนำให้คนอื่นเชื่อเหมือนเราก็เป็นเรื่องยากอีกแหละ ไม่ว่าเรื่องที่เราพิสูจน์มามันจะถูกต้องหรือมีทฤษฎีรองรับแค่ไหน เพราะอย่างนั้นพอเราได้คำตอบ และเราไม่ต้องปวดหัวเราก็เชื่อของเราเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องบอกหรือบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเราหรอก สิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ก็คงเป็นสมมติฐานเหมือนที่เราสงสัยตั้งแต่ต้นนั่นแหละ คนอื่นก็อาจจะอยากเชื่อในคำตอบที่พิสูจน์ออกมาด้วยวิธีของเขาเองเหมือนกัน ในอีกบทพูดถึง การที่เราไปเยี่ยมชมธรรมชาติ เราก็ควรจะเลือกรบกวนธรรมชาติตรงนั้นให้น้อยที่สุด อาจไปนั่งมองด้วยตา หรืออาจเก็บเป็นความทรงจำโดยบันทึกเป็นภาพถ่ายไว้ แต่ก็ไม่ควรหยิบ, จับ, เคลื่อนย้าย หรือนำติดมือกลับมาบ้าน ถ้าเอาสิ่งของอะไรไป Read more about Take nothing but results, Leave nothing but assumptions[…]