Python – File I/O

Python – File I/O ไฟล์ คือ รูปแบบการเก็บข้อมูลบนดิสก์ซึ่งจะใช้ในเก็บข้อมูลในหน่วยความจำแบบถาวร โดยจะใช้ชื่อไฟล์ที่กำกับไว้ตอนบันทึกข้อมูลสำหรับอ้างอิงของตำแหน่งของข้อมูลดังกล่าว โดยการบันทึกข้อมูลในรูปแบบไฟล์บนคอมพิวเตอร์นั้น จะมีชนิดของไฟล์ค่อนข้างหลากหลาย แต่สำหรับชนิดของไฟล์ที่จะยกตัวอย่างในการอ่าน/เขียนข้อมูลสำหรับบทความนี้ เป็นไฟล์ข้อมูลและไฟล์รูปภาพซึ่งจัดเป็นไฟล์ชนิด text และ binary ตามลำดับ ตัวอย่างลักษณะของไฟล์ข้อมูลและรูปภาพ เนื่องจากข้อมูลที่ถูกบันทึกในรูปแบบไฟล์นั้นถูกจัดเก็บบนหน่วยความจำแบบถาวร สำหรับอุปกรณ์ชนิดดังกล่าวดังกล่าว แม้ไม่มีไฟเลี้ยงส่งไปให้อุปกรณ์ก็จะยังมีข้อมูลเก็บอยู่ในหน่วยความจำ(non-valtile memory)หากข้อมูลถูกบันทึกไปแล้ว เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล ฮาร์ดิสก์(harddisk), ยูเอสบีไดรฟ์(usb drive) โดยหน่วยความจำแบบถาวรนั้นจะมีความแตกต่างกับหน่วยความจำแบบชั่วคราว(volatile memory) เช่นอุปกรณ์จำพวกแรม(RAM: random access memeory) ซึ่งอุปกรณ์เก็บข้อมูลบนหน่วยความจำชั่วคราวนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวจะสูญเสียข้อมูลทั้งหมดเมื่อทำการปิดคอมพิวเตอร์ไป เพราะไม่มีไฟส่งไปเลี้ยงให้อุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลนั้น แต่สำหรับการอ่าน/เขียนข้อมูลในรูปแบบนี้จะใช้เวลาน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับการอ่าน/เขียน ข้อมูลจากหน่วยความจำแบบถาวร การเก็บข้อมูลทั้งหน่วยความจำแบบชั่วคราว(volatile memory)และหน่วยความจำแบบถาวร(non-volatile memory)นั้นจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับบริบทที่ต้องการใช้งาน เราสามารถเลือกใช้การเก็บข้อมูลตามความเหมาะสม โดยในบทความนี้เราจะทำการพูดถึงรายละเอียดการอ่าน/เขียน ข้อมูลซึ่งถูกเก็บไว้ในรูปแบบของไฟล์ ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในหน่วยความจำแบบถาวรรูปแบบหนึ่ง ขั้นตอนหลักๆ ในการดำเนินการกับไฟล์ เมื่อเราจำเป็นต้องอ่าน/เขียน ข้อมูลออกมาจากไฟล์ที่บันทึกไว้ ก่อนที่จะเริ่มอ่าน/เขียนไฟล์นั้น เราจำเป็นต้องทราบตำแหน่งที่ไฟล์ดังกล่าวถูกบันทึกและชื่อไฟล์ จากนั้นจึงทำการเปิดไฟล์ขึ้นมาหรือทำการสร้างไฟล์ใหม่หากไม่มีไฟล์ดังกล่าวอยู่ แล้วจึงสามารถทำการอ่าน/เขียนข้อมูลของไฟล์ หลังจากดำเนินการกับไฟล์เสร็จสิ้น เราก็จำเป็นต้องทำการปิดไฟล์ด้วย Read more about Python – File I/O[…]

Python – Matrix

Python – Matrix เมทริกซ์(matrix) คือการจัดโครงสร้างข้อมูลในรูปแบบ 2 มิติ(two-dimensional) ซึ่งจะนำข้อมูลตัวเลขไปทำการจัดเรียงให้อยู่ในโครงสร้างซึ่งประกอบด้วยแถว(row)และหลัก(column) จากตารางตัวอย่างนั้น เป็นการจำลองการเก็บข้อมูลจำนวนหนังสือที่อยู่ในคลังสินค้าของร้านหนังสือสาขาต่างๆ โดยจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเมทริกซ์(matrix) ที่มีขนาด 5×4 คือมีข้อมูล 5 แถว และ 4 หลัก เนื่องจากใน python นั้นไม่มีรูปแบบข้อมูลชนิดเมทริกซ์ หากต้องการจัดโครงสร้างข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดังกล่าว ต้องอาศัยการจัดรูปแบบข้อมูลโดยใช้ลิสต์ซ้อนอยู่ภายในลิสต์มาแทน หรืออาจใช้อาเรย์ซ้อนอยู่ภายในอาเรย์จากไลบรารี่ numpy การสร้างข้อมูลในรูปแบบเมทริกซ์ การสร้างเมทริกซ์ของข้อมูลโดยการสร้างลิสต์ซ้อนอยู่ภายในลิสต์ การสร้างเมทริกซ์ของข้อมูลโดยการกำหนดข้อมูลทั้งหมดภายในครั้งเดียว เนื่องจากใน python ไม่มีชุดข้อมูลชนิดเมทริกซ์ ดังนั้นการสร้างข้อมูลรูปแบบเมทริกซ์ต้องอาศัยการสร้างข้อมูลลิสต์ซ้อนอยู่ภายในข้อมูลอีกลิสต์หนึ่งโดยแต่ละลิสต์ภายในจะแยกกันด้วยเครื่องหมาย “, ” และข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ภายในเครื่องหมาย “[]” ตัวอย่างการใช้งาน # -*- coding: utf-8 -*- # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลในโครงสร้างเมทริกซ์ โดยอาศัยชนิดข้อมูลลิสต์ซ้อนอยู่ภายในลิสต์ # เพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบเมทริกซ์แทน โดยทำการเก็บข้อมูลจำนวนหนังสือที่คงเหลือในคลังสินค้า # ของร้านจากสาขาต่างๆ books_in_stores = [[5, 0, Read more about Python – Matrix[…]

Python – Array

Python – Array อาเรย์(array) คือการเก็บข้อมูลเป็นชุดของข้อมูลที่มีลำดับของข้อมูล โดยจะประกอบด้วยข้อมูลหลายๆข้อมูลและมีชนิดของข้อมูลแบบเดียวกัน เช่น อาเรย์ของเลขจำนวนเต็ม(int), อาเรย์ของเลขทศนิยม(float), อาเรย์ของข้อความ(string) ซึ่งโดยปกติจะมีความแตกต่างจากชุดข้อมูลชนิดลิสต์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้หลายชนิดภายในลิสต์เดียวกัน ใน python นั้นโดยปกติแล้วจะไม่มีชุดข้อมูลชนิดอาเรย์(array)มาให้ แต่หากต้องการใช้งานในรูปแบบอาเรย์ก็จะใช้การเก็บชุดข้อมูลชนิดลิสต์(list) แต่จะทำการเก็บข้อมูลเพียงชนิดเดียวภายในลิสต์ดังกล่าวแทน เพื่อนำไปใช้งานในรูปแบบของอาเรย์(array) ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้งานรูปแบบการเก็บข้อมูลชนิดอาเรย์โดยเฉพาะและมีประสิทธิภาพสูง ก็จำเป็นต้องใช้ไลบรารี่(library)เพิ่มเติม เช่น ชุดข้อมูลชนิดอาเรย์จากไลบรารี่ numpy แทน ซึ่งหากต้องการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เฉพาะเจาะจงกับชุดข้อมูลชนิดอาเรย์นั้น การเลือกใช้งานอาเรย์จากไลบรารี่ numpy แทนการใช้การเก็บข้อมูลในรูปแบบลิสต์จะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า การเลือกใช้ชุดข้อมูลชนิดลิสต์มาแทนเพื่อใช้งานในรูปแบบอาเรย์โดยตรงนั้นจะมีข้อแตกต่างจากการใช้อาเรย์ปกติ เพราะชุดข้อมูลชนิดลิสต์สามารถจะเก็บข้อมูลต่างชนิดกันได้ โดยเราสามารถจะเก็บทั้งข้อมูลเช่น เลขจำนวนเต็ม(integer), เลขทศนิยม(float) และ ข้อความ(string) อยู่ภายในลิสต์เดียวกัน ดังนั้นรูปแบบของการเก็บข้อมูลนั้นจะต้องซับซ้อนขึ้นเพื่อรองรับการทำงานในลักษณะดังกล่าว ทำให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลในบางกรณีอาจจะลดลงมากจนสังเกตุเห็นได้ชัดเจน ชุดข้อมูล [1, 2, 3] เป็นตัวอย่างของการใช้รูปแบบชุดข้อมูลชนิดลิสต์เพื่อสร้างชุดข้อมูลในรูปแบบชุดข้อมูลอาเรย์(array)ของ python ซึ่งได้มากจากการสร้างชุดข้อมูลชนิดลิสต์นั่นเอง การสร้างชุดข้อมูลอาเรย์(array) เราสามารถสร้างชุดข้อมูลอาเรย์โดยใช้รูปแบบเดียวกันกับการสร้างชุดข้อมูลชนิดลิสต์ โดยนำข้อมูลชนิดเดียวกันมาแยกแต่ละข้อมูลด้วยเครื่องหมาย “,” และข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายในขอบเขตเครื่องหมาย “[]” ตัวอย่างการใช้งาน # -*- coding: utf-8 Read more about Python – Array[…]

Python – Nested Dictionary

Python – Nested Dictionary ชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีที่มีข้อมูลชนิดดิกชันนารีซ้อนอยู่ภายใน(nested dictionary) คือการที่มีการเก็บข้อมูลในรูปแบบชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีอยู่แล้ว และยังมีชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีเป็นข้อมูลย่อยซ้อนอยู่ภายใน เพื่อประกอบกันเป็นชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีที่บรรจุข้อมูลทั้งหมดเพียงแค่ตัวเดียว จากในบทที่แล้วที่ได้พูดถึงการใช้งานชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีโดยใช้ตัวอย่างเป็นชุดข้อมูลของหนังสือเล่มหนึ่ง เราจะยังคงใช้ข้อมูลดังกล่าวในตัวอย่างของบททนี้ โดยจะมีการปรับข้อมูลให้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นสำหรับข้อมูลที่เป็นชื่อของบุคคลทุกชื่อที่มีอยู่ในชุดข้อมูล ให้กลายเป็นชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีแทนที่จะเป็นข้อมูลเดี่ยวเช่นข้อมูลชนิดข้อความ(string) โดยชุดข้อมูลของแต่ละบุคคลจะประกอบด้วยข้อมูลของ ชื่อ(name), วันเกิด(birthday), อีเมลล์(email) * เนื่องจากข้อมูลอีเมลล์ของผู้แปลและอีเมลล์ผู้วาดภาพประกอบเป็นข้อมูลไม่มีอยู่ในข้อมูลจริงในข้อมูลอ้างอิง จึงขอใช้ข้อมูลตัวอย่างแทนสำหรับเนื้อหาในบทนี้ โดยกำหนดให้ ข้อมูลตัวอย่างอีเมลล์ของผู้แปลเป็น “i_am_translator@example.com” ข้อมูลตัวอย่างอีเมลล์ผู้วาดภาพประกอบเป็น “i_am_illustrator@example.com” ข้อมูลเดิม ชื่อหนังสือ(name) เลข isbn(isbn) ชื่อผู้แต่ง(author) ชื่อผู้วาดภาพประกอบ(illustrator) ชื่อผู้แปล(translator) น้ำหนัก(weight) ขนาด(size) สำนักพิมพ์(publisher) วันที่จัดพิมพ์(publish_date) จำนวนหน้า(pages) ประเภทหนังสือ(category) ราคา(price) ข้อมูลใหม่ ชื่อหนังสือ(name) เลข isbn(isbn) ข้อมูลผู้แต่ง(author) ชื่อ(name) วันเกิด(birthday) อีเมลล์(email) ข้อมูลผู้วาดภาพประกอบ(illustrator) ชื่อ(name) วันเกิด(birthday) อีเมลล์(email) ข้อมูลผู้แปล(translator) ชื่อ(name) วันเกิด(birthday) อีเมลล์(email) Read more about Python – Nested Dictionary[…]

Python – Dictionary

Python – Dictionary การเก็บชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารี การเก็บชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารี(Dictionary) เป็นการเก็บชุดข้อมูลในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งข้อมูลภายในชุดข้อมูลไม่มีการเรียงลำดับ จะมีความแตกต่างจากรูปแบบการเก็บชุดข้อมูลแบบอื่นๆ โดยการเก็บข้อมูลแบบอื่นเช่นลิสต์(list), เซต(set) นั้น เราจะทำเพียงเก็บค่าของข้อมูลนั้นๆ เอาไว้เช่น ลิสต์ของข้อมูลอุณหภูมิ, เซตของข้อมูลชื่อผลไม้ แต่สำหรับชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารี่ ข้อมูลหนึ่งนั้นจะประกอบไปด้วยชื่อข้อมูล(key)ไว้สำหรับอ้างอิงข้อมูล และ ค่าของข้อมูล(value) ถูกเก็บอยู่ด้วยกัน เนื่องการเก็บชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารี(Dictionary) ในข้อมูลแต่ละตัวจะมีทั้งชื่อข้อมูล(key)และค่าของข้อมูล(value) ทำให้ชนิดข้อมูลชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการโดยอ้างถึงจากชื่อข้อมูล(key)นั้นได้ด้วย ตัวอย่างข้อมูล เป็นชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีสำหรับเก็บข้อมูลหนังสือเล่มหนึ่ง โดยเมื่อทำการออกแบบระบบสำหรับเก็บข้อมูลและทำการระบุคุณลักษณะข้อมูล จะได้รูปแบบข้อมูลหนังสือแต่ละเล่มมีคุณลักษณะดังนี้: ชื่อหนังสือ(name) เลข isbn(isbn) ชื่อผู้แต่ง(author) ชื่อผู้วาดภาพประกอบ(illustrator) ชื่อผู้แปล(translator) น้ำหนัก(weight) ขนาด(size) สำนักพิมพ์(publisher) วันที่จัดพิมพ์(publish_date) จำนวนหน้า(pages) ประเภทหนังสือ(category) ราคา(price) ซึ่งเมื่อต้องการสร้างชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีเพื่อระบุข้อมูลของหนังสือเล่มหนึ่ง จะได้เป็นรูปแบบของชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารีดังนี้ # -*- coding: utf-8 -*- import json # สร้างฟังก์ชันสำหรับปรินต์ค่าชุดข้อมูลชนิดดิกชันนารี def print_dictionary(data): # ทำการปรินต์ค่า Read more about Python – Dictionary[…]

Python – Set

Python – Set การเก็บข้อมูลชนิดเซต เซต(Set) เป็นรูปแบบของการเก็บข้อมูลชนิดหนึ่ง โดยจะมีการเก็บข้อมูลเป็นกลุ่มของข้อมูล ซึ่งภายในกลุ่มนี้จะไม่มีลำดับของข้อมูล เนื่องจากเป็นกลุ่มข้อมูลที่ไม่มีลำดับของข้อมูลสำหรับอ้างอิง ดังนั้นข้อมูลแต่ละตัวจึงจำเป็นต้องไม่ซ้ำกันและข้อมูลแต่ละตัวภายในเซตนั้นจะทำการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ตัวเซตของกลุ่มข้อมูลนั้นสามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้โดยการเพิ่มข้อมูลหรือลบข้อมูลออก เราสามารถใช้ข้อมูลชนิดเซตเพื่อดำเนินการต่างๆ เช่น การรวมข้อมูล(union), การเลือกข้อมูลที่ซ้ำกัน(intersection), การเลือกข้อมูลเฉพาะข้อมูลที่ต่างจากอีกกลุ่มข้อมูล(difference), การเลือกข้อมูลจากทุกเซตเฉพาะข้อมูลที่เซตนั้นๆ มีแตกต่างจากเซตอื่น(symmetric difference), etc. วิธีการสร้างเซตของข้อมูล เราสามารถสร้างเซตของข้อมูลโดยการนำข้อมูลทั้งหมดมาวางไว้ภายในเครื่องหมาย {} แล้วทำการแยกข้อมูลแต่ละตัวด้วยเครื่องหมาย “,” หรืออาจจะสร้างข้อมูลประเภทนี้โดยใช้ฟังก์ชัน set() ในการสร้างข้อมูล กลุ่มข้อมูลในเซตนั้นไม่ได้มีการจำกัดจำนวนและยังสามารถบรรจุข้อมูลได้หลายชนิดภายในเซตเดียวกัน เช่น ตัวเลขจำนวนเต็ม(integer), ตัวเลขทศนิยม(float), tuple, ข้อความ(string), etc. แต่ข้อมูลที่บรรจุภายในเซตนั้นไม่สามารถบรรจุข้อมูลประเภทที่แก้ไขข้อมูลได้(mutable) เช่น ลิสต์(list), เซต(set) หรือ ดิกชันนารี(dictionary) การสร้างเซตของข้อมูลโดยใช้เครื่องหมาย {} เราสามารถสร้างเซตของข้อมูลโดยการนำข้อมูลทั้งหมดมาวางไว้ภายในเครื่องหมาย {} แล้วทำการแยกข้อมูลแต่ละตัวด้วยเครื่องหมาย “,” ตัวอย่างการใช้งาน # กำหนดตัวแปรชนิดเซต เพื่อทำการเก็บข้อมูลชื่อผลไม้ โดยข้อมูลภายใน # เป็นข้อมูลประเภทข้อความ(string) fruits Read more about Python – Set[…]

Python – String

Python – String string คือชุดของอักขระที่ถูกนำมาจัดกลุ่มเพื่อใช้งานร่วมกัน โดยกลุ่มอักขระดังกล่าวอาจประกอบกันกลายเป็นประโยค วลี หรือกลุ่มคำที่มีหรือไม่มีความหมายก็เป็นได้ ถ้าแปลตรงตัว string ในภาษาไทยจะแปลได้ว่า สายอักขระ(อ้างอิง) ในบทนี้จะเรียกข้อมูลชนิดนี้ว่าข้อความ(string) ซึ่งอาจจะมีความหมายไม่ตรงนัก แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นและมองเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อกล่าวถึงข้อมูลชนิดนี้ ภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำงานจากภาษาของอักขระโดยตรง แต่จะทำงานร่วมกันคำสั่งหรือข้อมูลที่ถูกแปรผลเป็นไบนารี่ ถึงแม้เราอาจจะเห็นข้อมูลที่เราพิมพ์ลงไปอยู่ในรูปอักขระบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ระบบภายในนั้น จะต้องแปรผลให้เป็นข้อมูลในรูปไบนารี่ 0, 1 เพื่อจะทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ต่อไปได้ การแปลภาษาจากอักขระไปเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจเราอาจะเรียกได้ว่าการ encoding และในทางกลับกันการแปรผลกลับจากข้อมูลในภาษาคอมพิวเตอร์ กลับเป็นอักขระเรียกว่าการ decoding โดยการ encoding ที่นิยมใช้กันจะเป็น “ASCII” และ “unicode” สำหรับข้อความที่ใช้ใน python นั้น จะเป็นลำดับข้อมูลในรูปแบบของ unicode character ซึ่งรองรับการทำงานร่วมกับอักขระในหลายภาษาให้ทำงานร่วมกันได้ การสร้างข้อมูลชนิดข้อความ(string) การสร้างข้อมูลชนิดข้อความ(string) นี้จะเป็นการใช้ชุดของอักขระ แล้วครอบไว้ด้วยเครื่องหมาย single quote(‘), double qoute(“) หรือ triple quote(”’) โดย triple Read more about Python – String[…]

Python – Tuple

Python – Tuple การเก็บข้อมูลแบบ tuple นั้นคล้ายกันกับลิสต์ ความแตกต่างกันตรง tuple นั้นเมื่อทำการกำหนดค่าลงไปให้กับตัวแปรแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก แต่ลิสต์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ข้อได้เปรียบของ tuple เมื่อเทียบกับลิสต์ เนื่องจาก tuple เป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้(immutable) การเข้าถึงข้อมูลนั้นจะเร็วกว่าการเข้าถึงข้อมูลในลิสต์ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องประสิทธิภาพ เนื่องจาก tuple บรรจุข้อมุลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงสามารถใช้ tuple เป็นคีย์(key) สำหรับการเก็บข้อมูลแบบ dictionary แต่ในสำหรับลิสต์นั้นไม่สามารถใช้งานแบบนี้ได้ ถ้าต้องการเก็บข้อมูลที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลเปลี่ยนแปลง การใช้งาน tuple จะช่วยป้องกันการแก้ไขข้อมูลได้ การสร้างข้อมูลชนิด tuple การสร้างข้อมูล tuple ในกรณีที่มีข้อมูลมากกว่า 1 ตัว การสร้างข้อมูลชนิด tuple ทำได้โดย นำข้อมูลทั้งหมดมาคั่นด้วยเครื่องหมาย “,” แล้วครอบไว้ด้วยเครื่องหมาย “()” เพื่อระบุขอบเขต โดยเครื่องหมาย “()” สามารถจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้จะสามารถสร้างข้อมูลได้เหมือนกัน สำหรับการระบุข้อมูลใน tuple นั้น จะสามารถจะบรรจุข้อมูลได้ไม่จำกัดจำนวน และสามารถจะบรรจุข้อมูลต่างชนิดกันได้(จำนวนเต็ม, จำนวนทศนิยม, Read more about Python – Tuple[…]

Python – List

Python – List การเก็บข้อมูลประเภทลิสต์นั้น เป็นการเก็บข้อข้อมูลแบบมีลำดับของข้อมูลและสามารถอ้างอิงถึงข้อมูลตามลำดับดังกล่าว โดยในลิสต์เดียวกันสามารถจะบรรจุข้อมูลหลายประเภทรวมกันได้ การสร้างลิสต์ การสร้างลิสต์นั้นทำได้โดยการนำข้อมูลมาเรียงกันเป็นลำดับแล้วครอบด้วยเครื่องหมาย “[]” ซึ่งข้อมูลแต่ละตัว แยกออกจากกันด้วยเครื่องหมาย “,” โดยข้อมูลภายในลิสต์นั้นจะสามารถประกอบด้วยข้อมูลต่างประเภทกันได้ เช่น จำนวนเต็ม(integer), เลขทศนิยม(float), ข้อความ(string),… ตัวอย่างการใช้งาน # สร้างตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลประเภทลิสต์ สำหรับเก็บคะแนน ซึ่งยังไม่เก็บข้อมูลใดๆ scores = [] # สร้างตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลประเภทลิสต์ สำหรับเก็บคะแนน ซึ่งเก็บคะแนนที่เป็นจำนวนเต็ม scores = [85, 62, 70] # สร้างตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลประเภทลิสต์ สำหรับเก็บคะแนน ซึ่งเก็บข้อมูลหลายประเภทซึ่งในตัวอย่างทำการเก็บข้อมูลประเภทจำนวนเต็ม, เลขทศนิยม และข้อความ scores = [85, 62, 70, “NA”, 90.5, 66, 50] สำหรับการเก็บข้อมูลของลิสต์นั้น สามารถที่จะบรรจุข้อมูลประเภทลิสต์ซ้อนอยู่ภายในลิสต์ได้อีกด้วย ซึ่งจะเรียกว่า nested ลิสต์ ตัวอย่างการใช้งาน Read more about Python – List[…]

Python – Numbers, Type Conversion and Mathematics

Python – Numbers, Type Conversion and Mathematics ข้อมูลประเภท number การประกาศข้อมูลในรูปแบบของตัวเลขนั้น สามารถรองรับการใช้ของมูลตัวเลขที่เป็นชนิดต่างๆ ดังนี้ จำนวนเต็ม(integer): int เลขทศนิยม(floating point): float จำนวนเชิงซ้อน(complex): complex หากจะทำการระบุตัวแปรให้เป็นมีชนิดข้อมูลตัวเลขประเภทนี้ จะต้องระบุตัวแปรให้อยู่ในคลาสที่เหมาะสมกับข้อมูลนั้นๆ(int, float หรือ complex) สำหรับเลขจำนวนเต็มและเลขทศนิยมนั้นจะแตกต่างกันตรงเลขระบุทศนิยม ตัวอย่างเช่น 5 เป็นจำนวนเต็ม และ 5.0 เป็นเลขทศนิยม สำหรับจำนวนเชิงซ้อนนั้นจะเขียนให้อยู่ในรูป x + yj ซึ่งส่วนของ x จะเป็นจำนวนจริง(real) และ y จะเป็นจำนวนจินตภาพ(imaginary) หากต้องการทราบชนิดของข้อมูล เราสามารถใชัฟังก์ชัน “type()” เพื่อจะตรวจสอบว่าตัวแปรหรือค่าใดๆ นั้นมาจากคลาสใด และสามารถใช้ฟังก์ชัน “isinstance()” เพื่อทำการตรวจสอบว่าข้อมูลหรือตัวแปรดังกล่าวตรงกับคลาสที่ระบุหรือไม่ ตัวอย่างการใช้งาน # สร้างตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลปริมาณของสินค้า โดยทำการเก็บข้อมูลเป็นจำนวนเต็ม และทำการตรวจสอบชนิดของข้อมูลที่ตัวแปรดังกล่าวเก็บไว้ amount Read more about Python – Numbers, Type Conversion and Mathematics[…]