Python – String

og:image

Python – String

string คือชุดของอักขระที่ถูกนำมาจัดกลุ่มเพื่อใช้งานร่วมกัน โดยกลุ่มอักขระดังกล่าวอาจประกอบกันกลายเป็นประโยค วลี หรือกลุ่มคำที่มีหรือไม่มีความหมายก็เป็นได้ ถ้าแปลตรงตัว string ในภาษาไทยจะแปลได้ว่า สายอักขระ(อ้างอิง) ในบทนี้จะเรียกข้อมูลชนิดนี้ว่าข้อความ(string) ซึ่งอาจจะมีความหมายไม่ตรงนัก แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นและมองเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อกล่าวถึงข้อมูลชนิดนี้

ภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำงานจากภาษาของอักขระโดยตรง แต่จะทำงานร่วมกันคำสั่งหรือข้อมูลที่ถูกแปรผลเป็นไบนารี่ ถึงแม้เราอาจจะเห็นข้อมูลที่เราพิมพ์ลงไปอยู่ในรูปอักขระบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ระบบภายในนั้น จะต้องแปรผลให้เป็นข้อมูลในรูปไบนารี่ 0, 1 เพื่อจะทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ต่อไปได้

การแปลภาษาจากอักขระไปเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจเราอาจะเรียกได้ว่าการ encoding และในทางกลับกันการแปรผลกลับจากข้อมูลในภาษาคอมพิวเตอร์ กลับเป็นอักขระเรียกว่าการ decoding โดยการ encoding ที่นิยมใช้กันจะเป็น “ASCII” และ “unicode”

สำหรับข้อความที่ใช้ใน python นั้น จะเป็นลำดับข้อมูลในรูปแบบของ unicode character ซึ่งรองรับการทำงานร่วมกับอักขระในหลายภาษาให้ทำงานร่วมกันได้

  1. การสร้างข้อมูลชนิดข้อความ(string)
    การสร้างข้อมูลชนิดข้อความ(string) นี้จะเป็นการใช้ชุดของอักขระ แล้วครอบไว้ด้วยเครื่องหมาย single quote(‘), double qoute(“) หรือ triple quote(”’) โดย triple quote ส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกใช้กับข้อมูลชนิด string หลายบรรทัดหรือ docstring
    ตัวอย่างการใช้งาน

    # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย ' เพื่อระบุขอบเขตของข้อความ
    sentence = 'Today is a sunny day.'
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    
    # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย " เพื่อระบุขอบเขตของข้อความ
    sentence = "Today is a sunny day."
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    
    # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย ''' เพื่อระบุขอบเขตของข้อความ
    sentence = '''Today is a sunny day.'''
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    
    
    # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย """ เพื่อระบุขอบเขตของข้อความ
    sentence = """Today is a sunny day."""
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    
    
    # กำหนดตัวแปรเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย """ เพื่อระบุขอบเขตของ
    # ข้อความและข้อความภายในเครื่องหมายดังกล่าวสามารถอยู่คนละบรรทัดกันได้
    sentence = """Today is a sunny day.
        Let's go for a walk."""
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    #     Let's go for a walk.
    
    
  2. การเข้าถึงข้อมูลอักขระแต่ละตัวภายในข้อความ(string)
    เราสามารถเข้าถึงข้อมูลอักขระแต่ละตัวภายในข้อความ(string) ได้ โดยใช้ลำดับของข้อมูล หรือ ช่วงของข้อมูล โดยลำดับของข้อมูลจะเริ่มต้นจากลำดับที่ 0 (แต่หากพยายามเข้าถึงลำดับของข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงจะเกิดข้อผิดพลาด Index Error) โดยลำดับของข้อมูลจะแทนที่ด้วยตัวเลขจำนวนเต็ม(integer)

    เราสามารถใช้ลำดับที่เป็นจำนวนลบในการเข้าถึงข้อมูลได้ โดยลำดับ -1 จะอ้างถึงอักขระลำดับสุดท้ายของข้อความ(string) นั้น และ ลำดับ -2 จะอ้างถึงอักขระลำดับก่อนสุดท้าย ไปตามลำดับ และเราสามารถจะเข้าถึงข้อมูลอักขระเป็นช่วงโดยใช้สัญลักษณ์(:) แล้วระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่ด้านซ้ายและขวาของเครื่องหมาย
    ตัวอย่างการใช้งาน

    # กำหนดตัวแปรชนิดข้อความ(string) เพื่อทำการเก็บข้อมูลของชุดของอักขระ
    sentence = 'Today is a sunny day.'
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระทั้งหมดในข้อความ
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a sunny day.
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระตัวแรกจากข้อความ
    print( "อักษรตัวแรกของประโยค: {}".format( sentence[0] ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # อักษรตัวแรกของประโยค: T
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระตัวสุดท้ายจากข้อความ
    print( "อักษรตัวสุดท้ายของประโยค: {}".format( sentence[-1] ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # อักษรตัวสุดท้ายของประโยค: .
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงอักขระก่อนจะถึงลำดับที่ 3 ของข้อความ
    print( "อักษรลำดับที่ 1, 2: {}".format( sentence[1:3] ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # อักษรลำดับที่ 1, 2: od
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงอักขระก่อนตัวสุดท้ายจากข้อความ
    print( "อักษรตัวที่ 2 ไปจนถึงตัวก่อนสุดท้าย: {}".format( sentence[2:-1] ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # อักษรตัวที่ 2 ไปจนถึงตัวก่อนสุดท้าย: day is a sunny day
    
  3. การเปลี่ยนแปลงข้อมูลชนิดข้อความ(string)
    ข้อมูลชนิดข้อความ(string)นี้ ไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในเพียงบางส่วนได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลชนิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้(immutable) เมื่อกำหนดค่าเริ่มต้นไปให้แล้ว แต่เราสามารถสร้างข้อความใหม่แล้วนำไปแทนข้อมูลจากตัวแปรเดิมได้
    ตัวอย่างการใช้งาน

    # กำหนดตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิดข้อความ(string) 
    sentence = 'Today is a rainy day.'
    
    # ให้โปรแกรมทำการแสดงผลอักขระทั้งหมดในข้อความ
    print( sentence ) 
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Today is a rainy day.
    
    # ทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอักขระลำดับที่ 2 ของข้อความ
    sentence = 'Today is a sunny day.'
    sentence[2] = 'a'
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # TypeError: 'str' object does not support item assignment
    
    
  4. การลบข้อมูลชนิดข้อความ(string)
    ข้อมูลชนิดข้อความ(string)นี้ ไม่สามารถลบข้อมูลภายในเพียงบางอักขระได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลชนิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้(immutable) แต่เราสามารถลบข้อมูลตัวแปรของข้อความ ออกได้
    ตัวอย่างการใช้งาน

    # กำหนดตัวแปรชนิดข้อความ(string) เพื่อทำการเก็บข้อมูลของชุดของอักขระ
    sentence = 'Today is a sunny day.'
    
    # ทำการลบอักขระตัวแรกของข้อความ
    del sentence[0] 
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # TypeError: 'str' object does not support item deletion
    
    # ทำการลบตัวแปรซึ่งเก็บข้อมูลชนิดข้อความ
    del sentence
    print( sentence )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # NameError: name 'sentence' is not defined
    
    
  5. ตัวดำเนินการกับข้อมูลประเภท string

    • การเชื่อมข้อมูลประเภทข้อความ(string) โดยใช้ตัวดำเนินการ “+”
      การเชื่อมข้อมูลชนิดข้อความ(string) ตั้งแต่ 2 ข้อมูลขึ้นไปให้กลายเป็นข้อมูลข้อความเพียงข้อมูลเดียว(concatenation) โดยสามารถใช้ตัวดำเนินการ “+” เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูล ให้กลายเป็นข้อความใหม่
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความซึ่งจะบรรจุข้อมูล
      # ที่เป็นคำกริยาและคำนาม
      noun = "sun"
      verb1 = "rise"
      verb2 = "set"
      
      # ทำการเชื่อมข้อความด้วยตัวดำเนินการ "+"
      print( noun + verb1 )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # sunrise
      
      # ทำการเชื่อมข้อความด้วยตัวดำเนินการ "+"
      print( noun + verb2 )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # sunset
      
      
    • การเชื่อมข้อมูลประเภทข้อความ(string) โดยการเขียนข้อมูลชนิดข้อความเรียงต่อกัน
      การเชื่อมข้อมูลชนิดข้อความ(string) ตั้งแต่ 2 ข้อมูลขึ้นไปให้กลายเป็นข้อมูลข้อความเพียงข้อมูลเดียว(concatenation) อีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการนำข้อมูลประเภทข้อความมาเรียงต่อกันไป การใช้วิธีการเชื่อมข้อมูลเช่นนี้ก็ทำงานเช่นเดียวกับการใช้ตัวดำเนินการ “+” โดยมักจะใช้วิธีนี้ในการเขียนข้อความที่ต้องการเขียนข้อมูลต่อกัน แต่จำเป็นต้องเขียนไว้คนละบรรทัดกัน แล้วจึงครอบข้อมูลด้วยเครื่องหมาย “( )” เพื่อกำหนดขอบเขต
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยข้อความจะประกอบด้วย 2 ข้อความ
      # เขียนเรียงต่อกัน โดยโปรแกรมจะทำการเชื่อมข้อความให้กลายเป็นข้อความเดียวโดยอัตโนมัติ
      noun = "sun""rise"
      print(noun)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # sunrise
      
      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยข้อความจะประกอบด้วย 2 ข้อความ
      # เขียนเรียงต่อกันคนละบรรทัดและกำหนดของเขตด้วยเครื่องหมาย "()" เพื่อกำหนดขอบเขต 
      # โดยโปรแกรมจะทำการเชื่อมข้อความให้กลายเป็นข้อความเดียวโดยอัตโนมัติ
      nouns = ( "sun"
                "rise" )
      print(nouns)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # sunrise
      
      
    • การคัดลอกข้อมูลชนิดข้อความ(string)
      ตัวดำเนินการ “*” ที่สามารถใช้เพื่อการคัดลอกชุดข้อมูลชนิดข้อความ(string) ซ้ำๆ กัน ตามจำนวนครั้งที่ระบุลงไป

      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ
      sentence = "sunrise/sunset\n"
      
      # ทำการคัดลอกข้อความเป็นจำนวนครั้งที่กำหนด
      print( sentence * 3 )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # sunrise/sunset
      # sunrise/sunset
      # sunrise/sunset
      # 
      
      
    • การเข้าถึงข้อมูลอักขระแต่ละตัวในข้อความ(string)
      เราสามารถใช้ for…loop เพื่อทำการวนลูปดึงข้อมูลอักขระในข้อความ
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ 
      noun = "sunrise"
      
      # ใช้ for...loop สำหรับวนลูปเพื่อดึงข้อมูลอักขระภายในข้อความแล้วทำการปรินต์ค่าออกมา
      # แสดงผลทีละตัว ตามลำดับ
      for letter in noun:
      	print(letter)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # s
      # u
      # n
      # r
      # i
      # s
      # e
      
      
    • การตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่ระบุอยู่ในข้อความ(string) หรือไม่
      เราสามารถจะตรวจสอบว่า อักขระหรือชุดของอักขระที่ระบุนั้นมีอยู่ในข้อความที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยใช้คีย์เวิร์ด “in”
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ 
      word = "sunrise"
      
      # ตรวจสอบว่าในข้อความมีชุดของอักขระที่ระบุหรือไม่ โดยในตัวอย่างจะตรวจสอบว่า
      # มีคำว่า "sun" อยู่ภายในคำว่า "sunrise หรือไม่"
      print("sun" in word)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # True
      
      # ตรวจสอบว่าในข้อความมีชุดของอักขระที่ระบุหรือไม่ โดยในตัวอย่างจะตรวจสอบว่า
      # มีคำว่า "moon" อยู่ภายในคำว่า "sunrise หรือไม่"
      print("moon" in word)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # False
      
      # ตรวจสอบว่าในข้อความไม่มีชุดของอักขระที่ระบุหรือไม่ โดยในตัวอย่างจะตรวจสอบว่า
      # คำว่า "moon" ไม่ได้อยู่ภายในคำว่า "sunrise ใช่หรือไม่"
      print("moon" not in word)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # True
      
      
    • ฟังก์ชันสำหรับทำงานกับข้อมูลชนิดข้อความ(string)
      มีหลายฟังก์ชันที่ทำงานร่วมกับข้อมูลที่เป็นลำดับ(sequence) และสามารถทำงานร่วมกับข้อมูลชนิดข้อความ(string)ได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ฟังก์ชัน enumerate() และ ฟังก์ชัน len() จะถูกใช้บ่อย

      ฟังก์ชัน enumerate() จะทำการคืนค่าเป็น enumerate object โดยจะมีข้อมูล index และ value ของข้อมูลอักขระย่อยแต่ละตัว จะใช้สำหรับการวนดูข้อมูล

      ส่วนฟังก์ชัน len() จะทำการคืนค่าความยาวของข้อความนั้น ซึ่งก็คือ(จำนวนอักขระทั้งหมด)
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ 
      word="sunset"
      
      # ใช้ฟังก์ชัน len() เพื่อดึงข้อมูลอักขระทั้งหมดที่อยู่ภายในข้อความ(string)
      print("จำนวนอักขระทั้งหมด: {}".format( len(word) ))
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # จำนวนตัวอักษรทั้งหมด: 6
      
      # ใช้ฟังก์ชัน enumerate() เพื่อดึงข้อมูลอักขระทั้งหมดที่อยู่ภายในข้อความ(string) ซึ่งจะคืนค่าของ
      # อักขระแต่ละตัวในรูป index, value ตามจำนวนอักขระที่มีอยู่ในข้อความ
      list_enumerate=list(enumerate(word))
      print("อักษรตามลำดับ: {}".format(list_enumerate) )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # ตัวอักษรตามลำดับ: [(0, 's'), (1, 'u'), (2, 'n'), (3, 's'), (4, 'e'), (5, 't')]
      
      
  6. การกำหนดรูปแบบข้อความ

    • การใช้งาน Escape sequence
      เราสามารถใช้งาน escape sequence(\) ซึ่งเริ่มสัญลักษณ์ด้วยเครื่องหมาย \ เพื่อช่วยในการระบุว่า ข้อมูลที่อยู่หลัง escape sequence นั้น ต้องการให้ตัวแปลภาษาแปรผลต่างไปจากปกติ เช่น ถ้าในกรณีที่จำเป็นต้องใช้เครื่องหมายชนิดเดียวกันระหว่าง เครื่องหมายที่อยู่ภายในข้อความ กับ เครื่องหมายของตัวกำหนดขอบเขต เราสามารถใช้ escape sequence(\) กำกับหน้าเครื่องหมายที่อยู่ภายในข้อความได้เช่นกัน ได้เช่นกัน

      ตัวอย่าง กรณีที่เราต้องการพิมพ์ข้อความที่มีเครื่องหมาย ‘ อยู่ภายในข้อความแล้วต้องการกำหนดขอบเขตของข้อความด้วยเครื่องหมายเดียวกัน เช่น ‘It’s a nice day.’ เราไม่ควรใช้เครื่องหมายเดียวกันในการครอบข้อความและเครื่องหมายที่อยู่ในข้อความ โดยจะทำให้โปรแกรมเกิดข้อผิดพลาด “SyntaxError” เพราะตัวประมวลผลจะแปรผลข้อความดังกล่าวผิดพลาดไป โดยเมื่อเจอ ‘It’ ตัวแปรภาษาจะเข้าใจว่าได้ทำการระบุข้อมูลชนิดข้อความจากขอบเขตดังกล่าว ข้อความส่วนที่เหลือก็จะถูกแปรผลไปผิดเพี้ยนไป

      ตัวอย่างการใช้งาน escape sequence \’, \”

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยภายในข้อความมีเครื่องหมาย ' อยู่ด้วย
      # จึงจำเป็นต้องใช้ escape sequence \' เพื่อระบุว่าเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเพียงข้อความ
      # ไม่จัดอยู่ใน syntax ของภาษาที่ใช้ระบุขอบเขตของข้อความ
      sentence = 'It\'s a nice day.'
      print( sentence )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # It's a nice day
      
      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยภายในข้อความมีเครื่องหมาย " อยู่ด้วย
      # จึงจำเป็นต้องใช้ escape sequence \" เพื่อระบุว่าเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเพียงข้อความ
      # ไม่จัดอยู่ใน syntax ของภาษาที่ใช้ระบุขอบเขตของข้อความ
      sentence = "She said: \"It's going to rain.\""
      print( sentence )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # She said: "It's going to rain."
      
      

      เราสามารถใช้เครื่องหมายที่แตกต่างกันระหว่างเครื่องหมายที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตข้อความและ เครื่องหมายที่อยู่ในข้อความ เช่น “It’s a nice day.” เป็นการใช้เครื่องหมาย เพื่อกำหนดขอบเขตข้อความและใช้เครื่องหมาย เป็นเครื่องหมายที่อยู่ในข้อความแทน
      ตัวอย่างการใช้งาน กรณีไม่ต้องการใช้ escape sequence แต่ใช้การระบุเครื่องหมายที่แตกต่างกันแทน

      # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ โดยใช้เครื่องหมาย " ระบุของเขตข้อความ 
      # และในข้อความมีเครื่องหมาย '
      sentence = "It's a nice day."
      print( sentence )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # It's a nice day.
      
      

      สำหรับกรณีที่ในข้อความจำเป็นต้องใช้ทั้ง single quote(‘), double quote(“) ภายในตัวข้อความ ในการระบุขอบเขตข้อความก็อาจจะเลือกใช้ triple quote(”’) เข้ามาร่วมด้วยได้
      ตัวอย่างการใช้งาน กรณีไม่ต้องการใช้ escape sequence ก็สามารถเลือกใช้ triple quote(”’) ในการระบุขอบเขตข้อความ

      # ใช้งาน triple quote(''') ในการกำหนดขอบเขตของข้อความ
      # ดังนั้นภายในข้อความจึงไม่จำเป็นต้องใช้ escape sequence(\)
      print('''She said: "It's going to rain."''')
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # She said: "It's going to rain."
      
      # ใช้งาน double quote(") ในการกำหนดขอบเขตของข้อความเนื่องจากภายในข้อความ
      # มีการใช้  single quote(') อยู่แล้ว
      print("She said: 'It's going to rain.'")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # She said: 'It's going to rain.'
      
      # ใช้งาน single quote(') ในการกำหนดขอบเขตของข้อความ
      # จึงต้องมีการใช้ escape sequence(\) กับอักขระที่มีเครื่องหมายเดียวกัน เพื่อป้องกันการเกิดข้อผิดพลาด
      print('She said: "It\'s going to rain."')
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # She said: "It's going to rain."
      
      # ใช้งาน double quote(") ในการกำหนดขอบเขตของข้อความ
      # จึงต้องมีการใช้ escape sequence(\) กับอักขระที่มีเครื่องหมายเดียวกัน เพื่อป้องกันการเกิดข้อผิดพลาด
      print("She said: \"It's going to rain.\"")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # She said: "It's going to rain."
      
      

      ยังมี escape sequence อีกหลายตัวที่สามารถเลือกใช้งานตามความเหมาะสมได้ นอกจาก \”, \’ ที่ใช้ไปในตัวอย่างข้างต้น โดย escape sequence แต่ละตัว จะขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย \ ซึ่งเป็นการระบุกับตัวแปรภาษาว่า อักขระหลังเครื่องหมายดังกล่าวจะถูกประมวลผลต่างไปจากปกติ

      Escape sequence รายละเอียด
      \newline Backslash and newline ignored
      \\ Backslash
      \’ single quote
      \” double quote
      \a ASCII Bell
      \b ASCII Backspace
      \f ASCII Formfeed
      \n ASCII Linefeed
      \r ASCII Carriage return
      \t ASCII Horizontal Tab
      \v ASCII Vertical Tab
      \ooo Character with octal value ooo
      \xHH Character with hexadecimal value HH

      ตัวอย่างการใช้งาน

      # การใช้งาน escape sequence \\ สำหรับการใช้เครื่องหมาย \ ภายในข้อความ
      print("c:\\python32\\lib")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # C:\Python32\Lib
      
      # การใช้งาน escape sequence \n การระบุการขึ้นบรรทัดใหม่ของข้อความ
      print("There is a cat. \nA cat is in the box.")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # There is a cat.
      # A cat is in the box.
      
      # การใช้งาน escape sequence \HH การระบุข้อมูลอักขระโดยใช้ค่าจากเลขฐาน 16 ภายในข้อความ
      print("This is a \x64\x6F\x67")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # There is a dog.
      
      
    • การระบุว่าภายในข้อความต้องการประมวลผล escape sequence หรือไม่
      บางครั้งเราต้องการไม่ต้องการให้โปรแกรมประมวลผล escape sequence จากข้อมูลภายในข้อความ แต่ต้องการข้อความออกมาในรูปแบบเดียวกับอ่านข้อมูลมาจากไฟล์, จากฐานข้อมูลหรือจากข้อความที่ระบุไว้ เราสามารถทำได้โดยการวาง “r” หรือ “R” ไว้ด้านหน้าข้อความนั้น การทำเช่นนี้จะทำให้ตัวประมวลผลไม่แปรผล escape sequence เหล่านั้นเพิ่มเติม ทำให้แสดงค่าข้อมูลเหล่านั้นออกมาตามที่ระบุไว้ในต้นฉบับ
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # ทำการกำหนดข้อมูลชนิดข้อความให้มี escape sequence และประมวลผลตามปกติ
      # ที่ระบุอักขระจากตัวเลขฐาน 16 
      print("There is a \x64\x6F\x67. \n")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # There is a cat.
      #
      
      # ทำการกำหนดข้อมูลชนิดข้อความให้มี escape sequence ที่ระบุอักขระจาก
      # ตัวเลขฐาน 16 แต่เนื่องจากมีการใช้ r วางด้านหน้าข้อมูล ทำให้ตัวแปรผลนั้นไม่ทำการ 
      # แปรผล escape sequence ให้กลายเป็นอักขระแต่จะพิมพ์ค่าออกมาตามต้นฉบับ
      print(r"There is a \x64\x6F\x67. \n")
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # There is a \x64\x6F\x67 cat. \n
      
      
    • เทคนิคการจัดรูปแบบข้อความ(string) ด้วยฟังก์ชัน format()
      สำหรับข้อมูลประเภทข้อความ(string) นั้น จะมีฟังก์ชัน format() ที่จะใช้เพื่อทำการกำหนดรูปแบบของข้อความ โดยภายในข้อความสามารถใช้เครื่องหมาย {} เป็นตัวระบุตำแหน่งที่ต้องการจะวางข้อมูลแทนที่ในข้อความ และสำหรับข้อมูลที่จะถูกนำไปวางตรงตำแหน่งต่างๆ ในข้อความ เราสามารถอ้างอิงตามลำดับของข้อมูลหรือใช้การกำหนดชื่อของข้อมูล เพื่อสามารถจัดวางข้อมูลได้ตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดรูปแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกโค้ดในส่วนที่เป็นรูปแบบข้อความที่ไม่ค่อยมีการแก้ไข กับส่วนของตัวแปรหรือข้อความที่อาจจะแปรผันไปตามการคำนวณต่างๆ แยกกันเป็นสัดส่วน
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดรูปแบบของข้อความเพื่อจะแสดงผลชุดคะแนนทั้งหมด โดยลำดับข้อมูล
      # จากตัวแรกไปถึงตัวสุดท้าย 
      student_scores_data="scores: {}, {}, {}, {}".format(65, 80, 75, 90)
      print( student_scores_data )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # scores: 65, 80, 75, 90
      
      # กำหนดรูปแบบของข้อความเพื่อจะแสดงผลชุดคะแนนทั้งหมด โดยอ้างอิงข้อมูลตามลำดับข้อมูลที่ระบุภายในเครื่องหมาย {}
      student_scores_sorted_data="scores: {0}, {2}, {1}, {3}".format(65, 80, 75, 90)
      print( student_scores_sorted_data )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # scores: 65, 75, 80, 90
      
      # กำหนดรูปแบบของข้อความเพื่อจะแสดงผลชุดคะแนนทั้งหมด โดยอ้างอิงข้อมูลชื่อของข้อมูลที่ระบุในเครื่องหมาย {}
      student_scores_sorted_data="scores: {david}, {john}, {emily}, {lily}".format(david="65", emily="80", john="75", lily="90")
      print( student_scores_sorted_data )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # scores: 65, 75, 80, 90
      
      

      สำหรับฟังก์ชัน format() นั้นสามารถกำหนดรายละเอียดของรูปแบบข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยใช้เครื่องหมาย “:” เป็นตัวแบ่งระหว่าง ข้อมูลกับรูปแบบข้อมูล({ข้อมูล:รูปแบบข้อมูล}) ที่จะระบุเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น เราต้องการจัดตำแหน่งข้อมูลชิดซ้าย, ชิดขวา, กึ่งกลาง เราก็สามารถระบุ ชิดซ้าย”<“, ชิดขาว”>”, กึ่งกลาง”^” กับรูปแบบข้อความนั้น เรายังสามารถจะกำหนดรูปแบบข้อมูลให้เป็น เลขฐาน 2, เลขฐาน 16 และเลขฐานอื่นๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ตัวเลขทศนิยมเราสามารถที่จะประมาณค่า หรือกำหนดตัวเลขให้อยู่ในรูปแบบเลขยกกำลัง(exponent) ซึ่งมีรูปแบบอีกมากมายที่เราสามารถระบุได้เพิ่มเติม
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดข้อมูลชนิดข้อความโดยมีการจัดรูปแบบ แล้วระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
      # ให้ข้อมูลบางตำแหน่งแปลงเป็นเลขฐานสอง
      data = print( "เลขฐาน 2 ของ {0} คือ: {0:b}".format(10) )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # เลขฐาน 2 ของ 10 คือ: 1010
      
      # กำหนดข้อมูลชนิดข้อความโดยมีการจัดรูปแบบ แล้วระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
      # ให้ข้อมูลบางตำแหน่งเป็นเลขยกกำลัง(exponent)
      print( "จัดให้อยู่ในรูปเลขเลขยกกำลัง(exponent) ของ {0} คือ: {0:e}".format(123.45) )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # เลข exponential ของ 123.45 คือ: 1.234500e+02
      
      # กำหนดข้อมูลชนิดข้อความโดยมีการจัดรูปแบบ แล้วระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
      # ให้ข้อมูลบางตำแหน่งทำการประมาณค่าทศนิยมเป็นเลขทศนิยม 2 ตำแหน่ง
      print( "ค่าประมาณของ {0} ด้วยทศนิยม 2 ตำแหน่งคือ: {0:.2f}".format( 0.3333333 ) )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # ค่าประมาณของ 0.3333333 ด้วยทศนิยม 2 ตำแหน่งคือ: 0.33
      
      # กำหนดข้อมูลชนิดข้อความโดยมีการจัดรูปแบบ แล้วระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
      # ให้จัดตำแหน่งของข้อมูลเป็นชิดซ้าย, ชิดกลาง หรือชิดขวา
      print( "|{:<10}|{:^10}|{:>10}|".format('left','center','right') )
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # |left      |  center  |     right|
      
      
    • เทคนิคการจัดรูปแบบข้อความแบบเก่า
      เราสามารถใช้การกำหนดรูปแบบของข้อความในรูปแบบเก่า ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในภาษา C โดยใช้คำสั่ง sprintf() และเราใช้เครื่องหมาย “%” สำหรับการระบุตำแหน่งที่ต้องการนำข้อมูลมาแทน
      ตัวอย่างการใช้งาน

      # กำหนดค่าของข้อมูล โดยข้อมูลจะเป็นเลขทศนิยมไม่รู้จบซึ่งมีค่าประมาณ 0.33333333
      value = 1/3
      
      # ทำการกำหนดรูปแบบของข้อความ โดยให้มีการประมาณค่าของข้อมูลที่ถูกนำมาแสดง
      # เป็นเลขทศนิยม 2 ตำแหน่ง
      print("ค่าประมาณโดยใช้ทศนิยม 2 ตำแหน่ง: %.2f" % value)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # ค่าประมาณโดยใช้ทศนิยม 2 ตำแหน่ง: 0.33
      
      # ทำการกำหนดรูปแบบของข้อความ โดยให้มีการประมาณค่าของข้อมูลที่ถูกนำมาแสดง
      # เป็นเลขทศนิยม 4 ตำแหน่ง
      print("ค่าประมาณโดยใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง: %.4f" % value)
      # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
      # ค่าประมาณโดยใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง: 0.3333
      
      

    ฟังก์ชันที่สามารถใช้งานกับข้อความ(string)
    สำหรับข้อมูลประเภทข้อความ(string) นั้นมีฟังก์ชันให้เรียกใช้งานค่อนข้างเยอะ โดยฟังก์ชัน format() ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้นก็เป็นหนึ่งฟังก์ชันในนั้น และยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่ยังใช้งานกันบ่อยเช่น ฟังก์ชัน lower(), ฟังก์ชัน upper(), ฟังก์ชัน split(), ฟังก์ชัน join(), ฟังก์ชัน find(), ฟังก์ชัน replace(), etc.
    ตัวอย่างการใช้งาน

    # กำหนดตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลชนิดข้อความ สำหรับเก็บข้อมูลชื่อรายวิชา
    subjects="Math, Social, English, Biology"
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน lower() เพื่อแปลงข้อมูลชื่อรายวิชาให้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน lower(): {}".format( subjects.lower() ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # ใช้งานฟังก์ชัน lower(): math, social, english, biology
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน upper() เพื่อแปลงข้อมูลชื่อรายวิชาให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน upper(): {}".format( subjects.upper() ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # ใช้งานฟังก์ชัน upper(): MATH, SOCIAL, ENGLISH, BIOLOGY
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน split() เพื่อแปลงข้อมูลจากข้อความให้กลายเป็นลิสต์ของข้อมูล โดยใช้เครื่องหมาย ","
    # ในการระบุตำแหน่งการแบ่งของชื่อวิชาแต่ละรายวิชา
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน split(): {}".format( subjects.split(",") ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # ใช้งานฟังก์ชัน split(): ['Math', 'Social', 'English', 'Biology']
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน join() เพื่อนำลิสต์ของข้อมูล มาสร้างเป็นข้อความโดยคั่นข้อมูลแต่ละรายวิชาด้วยอักขระทีระบุ "," 
    # เพื่อสร้างข้อความที่ระบุชื่อรายวิชาทั้งหมด
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน join(): {}".format( ",".join(["Math", "Social", "English", "Biology"]) ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # Math,Social,English,Biology
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน find() เพื่อทำการค้นหาในข้อมูลชื่อรายวิชาว่ามีวิชา "Social" อยู่ในข้อความ
    # ที่เก็บข้อมูลรายวิชาหรือไม่
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน find(): {}".format( subjects.find("Social") ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # ใช้งานฟังก์ชัน find(): 6
    
    # ใช้งานฟังก์ชัน replace() เพื่อทำการแทนที่ข้อมูลรายวิชา "Social" ด้วยรายวิชา "History" 
    # จากข้อความที่เก็บข้อมูลรายวิชาทั้งหมด
    print( "ใช้งานฟังก์ชัน replace(): {}".format( subjects.replace("Social", "History") ) )
    # โปรแกรมทำการปรินต์ค่า
    # ใช้งานฟังก์ชัน replace(): Math, History, English, Biology