
ตัวแปร(Variable)
ตัวแปร ใช้สำหรับระบุตำแหน่งของหน่วยความจำที่ใช้เก็บค่าข้อมูล ซึ่งตัวแปรแต่ละตัวจะใช้ชื่อเฉพาะที่แตกต่างกันโดยชื่อดังกล่าวควรมีความสอดคล้องกับข้อมูลที่ต้องการเก็บเพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจโปรแกรมและข้อมูลแต่ละตัวแปรก็แสดงถึงตำแหน่งของการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน วิธีการตั้งชื่อตัวแปรนั้นจะมีข้อจำกัดเหมือนกันกับการตั้งชื่อให้ indentifier
การตั้งชื่อ identifier นั้นมีกฏดังนี้
- identifier เกิดจากการรวมตัวกันของ lowercase(a-z), uppercase(A-Z), digit(0-9) หรือ underscore(_) ตัวอย่างของการตั้งชื่อเช่น tutorial_101, myFirstPython, python_tutorial
- identifier ไม่สามารถขึ้นด้วยตัวเลข การประกาศที่ไม่ถูกต้องเช่น 4lecture แต่ถ้า lecture4 นั้นสามารถใช้ในการประกาศได้
- คีย์เวิร์ด(keyword)นั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็น identifier ได้
- อักขระพิเศษเช่น !, @, #, $, % ไม่สามารถใช้กับ identifier ได้
เราสามารถตั้งชื่อของ identifer ด้วยความยาวเท่าไรก็ได้
ใน python เราไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศตัวแปรไว้ล่วงหน้าเพื่อจองพื้นที่หน่วยความจำก่อนทำการเรียกใช้งานจริง เราสามารถที่จะกำหนดค่าต่างๆ ให้ตัวแปรตอนที่เรียกใช้งานได้เลย และเราไม่จำเป็นที่จะต้องระบุชนิดของข้อมูล(data type) ที่ต้องการเก็บให้กับตัวแปร เพราะ python จะจัดการระบุชนิดของข้อมูลเองตามลักษณะของข้อมูลที่กำหนดค่าลงไป
การกำหนดค่าให้ตัวแปร(variable assignment)
การกำหนดค่าข้อมูลจะใช้เครื่องหมาย = เพื่อจะกำหนดค่าให้ตัวแปร โดยสามารถกำหนดให้เป็นค่าใดๆ ก็ได้ ตัวอย่างเช่น
score = 71.5 # กำหนดตัวแปรชื่อ score สำหรับเก็บคะแนนของผู้ใช้ age = 16 # กำหนดตัวแปรชื่อ age สำหรับเก็บข้อมูลอายุของผู้ใช้ name = "David" # กำหนดตัวแปรชื่อ name สำหรับเก็บข้อมูลชื่อของผู้ใช้
จากตัวอย่างข้างต้น เราทำการกำหนดค่าให้ตัวแปรชื่อ score เพื่อเก็บข้อมูลคะแนนด้วยข้อมูลชนิด float ซึ่งมีค่าเป็น 71.5, กำหนดค่าให้ตัวแปร age เพื่อเก็บข้อมูลอายุด้วยข้อมูลชนิด integer ซึ่งมีค่าเป็น 16 และทำการกำหนดค่าให้ตัวแปรชื่อ name เพื่อเก็บข้อมูลชื่อด้วยข้อมูลชนิด string ซึ่งมีค่าเป็น “David”
การกำหนดค่าให้ตัวแปรพร้อมกันหลายตัว(Multiple Assignment)
การกำหนดค่าให้ตัวแปรพร้อมกันหลายตัวนั้นสามารถทำได้ภายในคำสั่งเดียว ตัวอย่างเช่น
score, age, name = 71.5, 16, "David" # กำหนดให้ตัวแปร score ให้มีค่า 71.5, จากนั้นกำหนดตัวแปร age ให้มีค่า 16 และกำหนดตัวแปร name ให้มีค่าเป็น David
หรือเราสามารถกำหนดให้ตัวแปรหลายตัว มีค่าเดียวกันโดยกำหนดภายในคำสั่งเดียวได้ตัวอย่างเช่น
score = highest_score = 95 # กำหนดให้ตัวแปร score ให้มีค่า 95 และกำหนดตัวแปร highest_score ให้มีค่าเป็น 95 เช่นกัน # ทำการกำหนดให้ตัวแปร score และตัวแปร highest_score มีค่าเดียวกันคือ 95
ชนิดของข้อมูล(Data types)
ทุกๆค่าข้อมูลใน python นั้นจะมีชนิดของข้อมูลกำกับอยู่เสมอ เพราะทุกข้อมูลใน python ก็เปรียบเป็นวัตถุ(object)แต่ละชนิด ซึ่งกำกับคุณลักษณะด้วยคลาสแต่ละชนิดตามรูปแบบของข้อมูลที่ทำการระบุ และตัวแปรนั้นเปรียบได้กับ instance ของคลาสเหล่านี้
Numbers
integer, float และ complex จัดอยู่ในกลุ่มของ numbers โดยเราสามารถเรียกใช้ฟังก์ชัน type() เพื่อที่จะตรวจสอบว่าตัวแปรหรือค่าใดๆ เป็นข้อมูลชนิดใด และยังสามารถเรียกใช้ฟังก์ชัน isinstance() เพื่อจะตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็น instance ของชนิดข้อมูลที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่
score = 71.5 print(score, 'is of type: ', type(score)) # ใช้ฟังก์ชัน type สำหรับตรวจสอบว่าข้อมูลที่เก็บในตัวแปร score นั้นเป็นข้อมูลชนิดใด # โปรแกรมจะทำการคืนค่า 71.5 is of type: <class 'float'> age = 16 print(age, 'is of type: ', type(age)) # ใช้ฟังก์ชัน age สำหรับตรวจสอบว่าข้อมูลที่เก็บในตัวแปร score นั้นเป็นข้อมูลชนิดใด # โปรแกรมจะทำการคืนค่า 16 is of type: <class 'int'> name = "David" print(name, "is string?", isinstance(name,str)) # ใชัฟังก์ชัน isinstance(ชื่อตัวแปรที่ต้องการตรวจสอบ, ชนิดข้อมูลที่คาดการณ์ว่าตัวแปรน่าจะเก็บข้อมูลชนิดนี้ไว้) เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ตรวจสอบนั้นเป็น instance ของชนิดของข้อมูลที่ระบุหรือไม่ จากในตัวอย่าง ใช้ฟังก์ชัน isinstance เพื่อต้องการตรวจสอบว่า ตัวแปร name นั้นได้ทำการเก็บข้อมูลประเภท string ใช่หรือไม่ # โปรแกรมจะทำการคืนค่า David is string? True
ข้อมูล
intenger นั้นจะเก็บข้อมูลมากได้เท่าที่หน่วยความจำของข้อมูลชนิดนั้นรองรับได้
float นั้นจะมีทศนิยมได้มากถึง 15 ตัว
complex นั้นเขียนอยู่ในรูปของ x+yj โดย x คือค่าจริง และ y คือจำนวนจินตภาพ
a = 1234567890123456789 # ใช้ตัวแปร a เก็บข้อมูลชนิด integer print(a) # โปรแกรมจะคืนค่า 1234567890123456789 b = 0.1234567890123456789 # ใช้ตัวแปร b เก็บข้อมูลชนิด float print(b) # โปรแกรมจะคืนค่า 0.12345678901234568 จะเห็นว่า จะมีการตัดตำแหน่งทศนิยมให้เหลือเพียง 15 ตำแหน่ง c = 1+2j # ใช้ตัวแปร c เก็บข้อมูลชนิด complex print(c) # โปรแกรมจะคืนค่า (1+2j)
ลิสต์( List)
ลิสต์เป็นการเก็บข้อมูลแบบโดยนำข้อมูลหลายตัวเรียงต่อกันและเข้าถึงข้อมูลได้โดยอาศัยลำดับของข้อมูล โดยข้อมูลแต่ละตัวในลิสต์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกันก็ได้
การประกาศข้อมูลชนิดลิสต์นั้นจะอยู่ภายในเครื่องหมาย [ ] และข้อมูลแต่ละตัวแยกกันด้วยเครื่องหมาย ,
items = [0, 1.5, "8"] # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) เรียงกันตามลำดับ
เราสามารถเข้าถึงข้อมูลในแต่ละลำดับข้อมูลหรือเข้าถึงข้อมูลเป็นช่วงของข้อมูลได้ด้วยเครื่องหมาย [] โดยตำแหน่งแรกสุดของข้อมูลนั้นจะเริ่มต้นด้วยลำดับที่ 0
items = [0, 1.5, "8"] # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ print( items[0] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 # โปรแกรมจะคืนค่า 0 print( items[0:2] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 ไปจนถึงลำดับที่ 2(โดยไม่รวมลำดับที่ 2) # โปรแกรมจะคืนค่า [0, 1.5] print( items[1:] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 1 ไปจนถึงลำดับสุดท้าย # โปรแกรมจะคืนค่า [1.5, "8"]
ข้อมูลประเภทลิสต์นั้นเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้(mutable) ดังนั้นค่าต่างๆในลิสต์จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ โดยสามารถทำการเพิ่มหรือลดจำนวนข้อมูลจากลิสต์ได้
items = [0, 1.5, "8"] # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ items[2] = "9" # กำหนดค่าข้อมูลในลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับที่ 2 ให้เป็น "9"(ชนิด string) print(items) # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, "9"] items.append(9.5) # เพิ่มข้อมูลลงไปในลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับถัดจากตำแหน่งสุดท้าย ในที่นี้คือลำดับที่ 3 ให้เป็น 9.5(ชนิด float) print(items) # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, "9", 9.5] del items[2] # ลบข้อมูลจากลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับที่ 2 ออกจากลิสต์ print(items) # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, 9.5]
Tuple
เป็นการเก็บข้อมูลหลายตัวเรียงต่อกันและอ้างถึงข้อมูลได้ด้วยลำดับของข้อมูล เราสามารถเก็บข้อมูลต่างชนิดกันภายใน tuple คล้ายการเก็บข้อมูลแบบลิสต์ แต่ข้อมูลประเภท tuple นั้นจะมีข้อแตกต่างจากลิสต์ตรงที่การเก็บข้อมูลชนิดนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้(immutable) หลังจากข้อมูลถูกสร้างขึ้นมาแล้ว
โดยข้อมูลชนิดนี้มักจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นเร็วกว่าลิสต์ โดยการประกาศข้อมูลชนิด tuple จะใช้เครื่องหมาย () และข้อมูลแต่ละตัวจะแยกกันได้เครื่องหมาย ,
items = (5, 7.5, '11.5') # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ
เราสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละตำแหน่งได้ด้วยเครื่องหมาย []
items = (5, 7.5, '11.5') # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ print( items[0] ) # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 # โปรแกรมจะคืนค่า 5 print( items[0:2] ) # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 ไปจนถึงลำดับที่ 2 (ไม่รวมลำดับที่ 2) # โปรแกรมจะคืนค่า (5, 7.5) print( items[1:] ) # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 1 ไปจนถึงลำดับสุดท้าย # โปรแกรมจะคืนค่า (7.5, '11.5')
สำหรับการเก็บข้อมูลใน tuple นั้นเมื่อข้อมูลถูกประกาศไปแล้วจะไม่สามารถทำการแก้ไขได้อีก(immutable)
items = (5, 7.5, '11.5') # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ items[2] = "10" # ทำการกำหนดค่าให้ข้อมูลลำดับที่ 2 ใน tuple มีค่าเป็น "10"(ข้อมูลชนิด string) # โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น 'tuple' object does not support item assignment เพราะข้อมูลประเภทนี้เมื่อประกาศแล้วไม่สามารถทำการแก้ไขได้อีก
String
string จัดเป็นการเรียงกันของข้อมูล unicode โดยเราสามารถใช้เครื่องหมาย ‘ หรือ ” เพื่อจะกำหนดขอบเขตข้อมูลประเภท string และสำหรับการกำหนดข้อมูล string แบบหลายบรรทัดเราสามารถใช้เครื่องหมาย ”’ หรือ “”” เพื่อกำหนดขอบเขตข้อมูล
welcome_message = 'Good morning' # ทำการระบุข้อมูลให้ตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิด string print(welcome_message) # โปรแกรมจะทำการปรินท์ค่า Good morning welcome_message = '''Good morning''' # ทำการระบุข้อมูลให้ตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิด string print(welcome_message) # โปรแกรมจะทำการปรินท์ค่า Good morning
เราสามารถเข้าถึงข้อมูลในแต่ละลำดับของ string ได้ด้วยเครื่องหมาย [] คล้ายกับลิสต์และ tuple โดยที่ string เป็นข้อมูลแบบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้(immutable) หลังจากประกาศข้อมูลไปแล้ว
welcome_message = 'Good morning' print( welcome_message[2] ) # โปรแกรมจะทำการปรินทต์ค่า o print( welcome_message[5:8] ) # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า mor welcome_message[5] = '-' # จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น 'str' object does not support item assignment เนื่องจากข้อมูลชนิด string เมื่อทำการประกาศแล้วไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้อีก
เซต(Set)
ข้อมูลประเภทเซตนั้นเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่คำนึงถึงลำดับของข้อมูล ข้อมูลแต่ละตัวจำเป็นต้องมีความแตกต่างกัน การประกาศข้อมูลประเภทนี้จะบอกขอบเขตของชุดข้อมูลโดยใช้เครื่องหมาย { } ซึ่งข้อมูลแต่ละตัวจะแยกกันด้วยเครื่องหมาย , ข้อมูลแต่ละตัวจะถูกเก็บแบบไม่มีลำดับของข้อมูล
course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"} # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( course1 )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {"st101", "st102", "st103", "st105"}
สำหรับข้อมูลประเภทเซตนั้น เราสามารถใช้ตัวดำเนินการแบบ union, intesection ได้ และเนื่องจากข้อมูลในเซตนั้นจะต้องมีความแตกต่างกัน หากเราใส่ข้อมูลซึ่งเหมือนกันลงไปในเซต ข้อมูลดังกล่าวจะถูกตัดออก
course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"} # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
course2 = {"st103", "st105", "st107", "st108"} # กำหนดให้ตัวแปร course2 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course2
course3 = {"st107", "st108", "st109", "st108"} # กำหนดให้ตัวแปร course2 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course3
print(course3)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st107', 'st108', 'st109'} โดยข้อมูล "st108" ซึ่งมีซ้ำกันจะถูกไว้เก็บเพียงข้อมูลเดียวเท่านั้น
students = course1.union(course2) # ใช้ฟังก์ชัน union เพื่อดึงเอาข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในลิสต์ของ course1 หรือ course2 โดยหากข้อมูลซ้ำกันจะดึงข้อมูลมาแค่ตัวเดียว เพื่อระบุถึงข้อมูลนักเรียนทั้งหมดที่ทำการลงเรียนใน course1 หรือ course2
print(students)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st102', 'st103', 'st108', 'st107', 'st105', 'st101'}
students = course1.intersection(course2) # ใช้ฟังก์ชัน intersection เพื่อดึงเอาเฉพาะข้อมูลที่ต้องอยู่ทั้งในลิสต์ของ course1 และ course2 เท่านั้น เพื่อระบุถึงข้อมูลนักเรียนทั้งหมดที่ทำการลงเรียนในทั้ง course1 และ course2
print(students)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st105', 'st103'}
เนื่องจากเซตนั้นเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่เรียงลำดับ เราจึงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในเซตได้ด้วยเครื่องหมาย []
ดิกชันนารี(Dictionary)
การเก็บข้อมูลชนิดดิกชันนารีเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่เรียงลำดับ และข้อมูลแต่ละตัวจะประกอบด้วย key(ระบุชื่อของข้อมูลสำหรับอ้างอิง) และ value(ค่าของข้อมูลที่ต้องการจะเก็บ)
ดิกชันนารีนี้มักจะใช้เก็บข้อมูลซึ่งมีขนาดใหญ่และจำเป็นที่จะต้องค้นหาข้อมูล โดยเราจะใช้ key เพื่อใช้ในการค้นหาเพื่อให้ได้ค่าของข้อมูล(value)ที่ต้องการ
การประกาศข้อมูลประเภทดิกชันนารี จะใช้เครื่องหมาย { } เพื่อเป็นตัวบอกขอบเขตของข้อมูล โดยข้อมูลแต่ละตัวจะประกอบด้วย key: value แล้วคั่นข้อมูลแต่ละตัวด้วยเครื่องหมาย , โดยที่ key และ value นั้นสามารถเป็นข้อมูลชนิดใดก็ได้ ตัวอย่างเช่น
product = {
'name': 'banana',
'amount': 10,
'price': 50.9
}
# ใช้ตัวแปร product เพื่อทำการเก็บข้อมูลสินค้า โดยข้อมูลสำหรับสินค้าโดยข้อมูลจะประกอบด้วย key name(ระบุชื่อสินค้า), key amount(ระบุปริมาณสินค้า) และ key price(ระบุราคาสินค้า)
print(product)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'price': 50.9, 'amount': 10, 'name': 'banana'}
การเข้าถึงข้อมูลประเภทดิกชันนารีนี้เราจะใช้ key เป็นตัวค้นหาข้อมูล
product = {
'name': 'banana',
'amount': 10,
'price': 50.9
}
# ใช้ตัวแปร product เพื่อทำการเก็บข้อมูลสินค้า โดยข้อมูลสำหรับสินค้าจะประกอบด้วย key name(ระบุชื่อสินค้า), key amount(ระบุปริมาณสินค้า) และ key price(ระบุราคาสินค้า)
print(product["name"]) # ทำการเรียกดูข้อมูลชื่อของสินค้า โดยอาศัย key name
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า banana
print(product["amount"]) # ทำการเรียกดูข้อมูลปริมาณของสินค้า โดยอาศัย key amount
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า 10
print(product["price"]) # ทำการเรียกดูข้อมูลราคาของสินค้า โดยอาศัย key price
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า 50.9
การเปลี่ยนแปลงชนิดของข้อมูล
เราสามารถที่จะเปลี่ยนชนิดของข้อมูลจากประเภทหนึ่งเป็นอีกประเภทหนึ่งโดยใช้ฟังก์ชันสำหรับแปลงข้อมูลเช่น int(), float(), str()
print ( float(5) ) # ทำการแปลงข้อมูลชนิด integer ให้เป็น float # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า 5.0
หากทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจาก float เป็น int โปรแกรมจะทำการตัดเลขทศนิยมออก
print( int(5.5) ) # ทำการแปลงข้อมูลชนิด float ให้เป็น integer # โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า 5
หากทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจาก string ข้อมูลจำเป็นต้องเป็นรูปแบบที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะเกิด error ขึ้นได้
print( int('a1') )
# โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาด invalid literal for int() with base 10: 'a1' เนื่องจากตัวอักษร a ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลชนิด integer ได้
กลุ่มของข้อมูลก็สามารถเปลี่ยนไปมาระหว่างกันในแต่ละชนิดได้
course1 = ["st101", "st102", "st103", "st105"] # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( set(course1) ) # แปลงชุดข้อมูลจากประเภทลิสต์ให้เป็นเซต
# โปรแกรมจะทำการปรินทต์ค่า {'st102', 'st105', 'st103', 'st101'}
course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"} # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( tuple(course1) ) # แปลงชุดข้อมูลจากเซตให้เป็น tuple
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า ('st102', 'st105', 'st103', 'st101')
word = 'kitten' # กำหนดให้ตัวแปร word เก็บข้อมูลของคำหนึ่งคำซึ่งมีค่าข้อมูลเป็น 'kitten' ซึ่งเป็นข้อมูลชนิด string
alphabets = list(word) # แปลงข้อมูลจาก string ให้เป็นลิสต์ ในที่นี้จะทำการแปลงจากคำหนึ่งคำให้เป็นลิสต์ของตัวอักษรสำหรับคำนั้น
print( alphabets )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า ['k', 'i', 't', 't', 'e', 'n']
หากต้องการแปลงข้อมูลเป็นดิกชันนารี(dictionary) เราจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถแปลงเป็นคู่ของข้อมูล key/value ได้
info = [ ['name', 'age'], ['Nick', 30] ] # ทำการระบุข้อมูลโดยให้ลิสต์ตัวแรกบรรจุข้อมูลที่จะใช้เป็น key ซึ่งใช้บอกชื่อของข้อมูลที่ต้องการจะเก็บ และลิสต์ตัวที่สองบรรจุตัวข้อมูลที่ต้องการจะเก็บให้ลำดับตรงตามที่ระบุไว้ใน key
person = dict(info) # ทำการแปลงข้อมูลในลิสต์ให้กลายเป็นข้อมูลประเภทดิกชันนารี ซึ่งในที่นี้ตัวแปร person จะเป็นดิกชันนารีที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ name(ชื่อ) และ age(อายุ) ของบุคคลหนึ่งบรรจุเอาไว้
print( person )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'Nick': 30, 'name': 'age'}