Python – Variable และ Data Types

ตัวแปร(Variable)

ตัวแปร ใช้สำหรับระบุตำแหน่งของหน่วยความจำที่ใช้เก็บค่าข้อมูล ซึ่งตัวแปรแต่ละตัวจะใช้ชื่อเฉพาะที่แตกต่างกันโดยชื่อดังกล่าวควรมีความสอดคล้องกับข้อมูลที่ต้องการเก็บเพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจโปรแกรมและข้อมูลแต่ละตัวแปรก็แสดงถึงตำแหน่งของการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน วิธีการตั้งชื่อตัวแปรนั้นจะมีข้อจำกัดเหมือนกันกับการตั้งชื่อให้ indentifier

การตั้งชื่อ identifier นั้นมีกฏดังนี้

  1. identifier เกิดจากการรวมตัวกันของ lowercase(a-z), uppercase(A-Z), digit(0-9) หรือ underscore(_) ตัวอย่างของการตั้งชื่อเช่น tutorial_101, myFirstPython, python_tutorial
  2. identifier ไม่สามารถขึ้นด้วยตัวเลข การประกาศที่ไม่ถูกต้องเช่น 4lecture แต่ถ้า lecture4 นั้นสามารถใช้ในการประกาศได้
  3. คีย์เวิร์ด(keyword)นั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็น identifier ได้
  4. อักขระพิเศษเช่น !, @, #, $, % ไม่สามารถใช้กับ identifier ได้

เราสามารถตั้งชื่อของ identifer ด้วยความยาวเท่าไรก็ได้

ใน python เราไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศตัวแปรไว้ล่วงหน้าเพื่อจองพื้นที่หน่วยความจำก่อนทำการเรียกใช้งานจริง เราสามารถที่จะกำหนดค่าต่างๆ ให้ตัวแปรตอนที่เรียกใช้งานได้เลย และเราไม่จำเป็นที่จะต้องระบุชนิดของข้อมูล(data type) ที่ต้องการเก็บให้กับตัวแปร เพราะ python จะจัดการระบุชนิดของข้อมูลเองตามลักษณะของข้อมูลที่กำหนดค่าลงไป

การกำหนดค่าให้ตัวแปร(variable assignment)

การกำหนดค่าข้อมูลจะใช้เครื่องหมาย = เพื่อจะกำหนดค่าให้ตัวแปร โดยสามารถกำหนดให้เป็นค่าใดๆ ก็ได้ ตัวอย่างเช่น

score = 71.5  # กำหนดตัวแปรชื่อ score สำหรับเก็บคะแนนของผู้ใช้
age = 16  # กำหนดตัวแปรชื่อ age สำหรับเก็บข้อมูลอายุของผู้ใช้
name = "David"  # กำหนดตัวแปรชื่อ name สำหรับเก็บข้อมูลชื่อของผู้ใช้

จากตัวอย่างข้างต้น เราทำการกำหนดค่าให้ตัวแปรชื่อ score เพื่อเก็บข้อมูลคะแนนด้วยข้อมูลชนิด float ซึ่งมีค่าเป็น 71.5, กำหนดค่าให้ตัวแปร age เพื่อเก็บข้อมูลอายุด้วยข้อมูลชนิด integer ซึ่งมีค่าเป็น 16 และทำการกำหนดค่าให้ตัวแปรชื่อ name เพื่อเก็บข้อมูลชื่อด้วยข้อมูลชนิด string ซึ่งมีค่าเป็น “David”

การกำหนดค่าให้ตัวแปรพร้อมกันหลายตัว(Multiple Assignment)

การกำหนดค่าให้ตัวแปรพร้อมกันหลายตัวนั้นสามารถทำได้ภายในคำสั่งเดียว ตัวอย่างเช่น

score, age, name = 71.5, 16, "David" # กำหนดให้ตัวแปร score ให้มีค่า 71.5, จากนั้นกำหนดตัวแปร age ให้มีค่า 16 และกำหนดตัวแปร name ให้มีค่าเป็น David

หรือเราสามารถกำหนดให้ตัวแปรหลายตัว มีค่าเดียวกันโดยกำหนดภายในคำสั่งเดียวได้ตัวอย่างเช่น

score = highest_score = 95 # กำหนดให้ตัวแปร score ให้มีค่า 95 และกำหนดตัวแปร highest_score ให้มีค่าเป็น 95 เช่นกัน
# ทำการกำหนดให้ตัวแปร score และตัวแปร highest_score มีค่าเดียวกันคือ 95
ชนิดของข้อมูล(Data types)

ทุกๆค่าข้อมูลใน python นั้นจะมีชนิดของข้อมูลกำกับอยู่เสมอ เพราะทุกข้อมูลใน python ก็เปรียบเป็นวัตถุ(object)แต่ละชนิด ซึ่งกำกับคุณลักษณะด้วยคลาสแต่ละชนิดตามรูปแบบของข้อมูลที่ทำการระบุ และตัวแปรนั้นเปรียบได้กับ instance ของคลาสเหล่านี้

Numbers
integer, float และ complex จัดอยู่ในกลุ่มของ numbers  โดยเราสามารถเรียกใช้ฟังก์ชัน type() เพื่อที่จะตรวจสอบว่าตัวแปรหรือค่าใดๆ เป็นข้อมูลชนิดใด และยังสามารถเรียกใช้ฟังก์ชัน isinstance() เพื่อจะตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็น instance ของชนิดข้อมูลที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

score = 71.5
print(score, 'is of type: ', type(score)) # ใช้ฟังก์ชัน type สำหรับตรวจสอบว่าข้อมูลที่เก็บในตัวแปร score นั้นเป็นข้อมูลชนิดใด
# โปรแกรมจะทำการคืนค่า 71.5 is of type: <class 'float'>

age = 16
print(age, 'is of type: ', type(age)) # ใช้ฟังก์ชัน age สำหรับตรวจสอบว่าข้อมูลที่เก็บในตัวแปร score นั้นเป็นข้อมูลชนิดใด
# โปรแกรมจะทำการคืนค่า 16 is of type: <class 'int'>

name = "David"
print(name, "is string?", isinstance(name,str)) # ใชัฟังก์ชัน isinstance(ชื่อตัวแปรที่ต้องการตรวจสอบ, ชนิดข้อมูลที่คาดการณ์ว่าตัวแปรน่าจะเก็บข้อมูลชนิดนี้ไว้) เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ตรวจสอบนั้นเป็น instance ของชนิดของข้อมูลที่ระบุหรือไม่ จากในตัวอย่าง ใช้ฟังก์ชัน isinstance เพื่อต้องการตรวจสอบว่า ตัวแปร name นั้นได้ทำการเก็บข้อมูลประเภท string ใช่หรือไม่
# โปรแกรมจะทำการคืนค่า David is string? True

ข้อมูล
intenger นั้นจะเก็บข้อมูลมากได้เท่าที่หน่วยความจำของข้อมูลชนิดนั้นรองรับได้
float นั้นจะมีทศนิยมได้มากถึง 15 ตัว
complex นั้นเขียนอยู่ในรูปของ x+yj โดย x คือค่าจริง และ y คือจำนวนจินตภาพ

a = 1234567890123456789  # ใช้ตัวแปร a เก็บข้อมูลชนิด integer
print(a)
# โปรแกรมจะคืนค่า 1234567890123456789

b = 0.1234567890123456789 # ใช้ตัวแปร b เก็บข้อมูลชนิด float
print(b)
# โปรแกรมจะคืนค่า 0.12345678901234568 จะเห็นว่า จะมีการตัดตำแหน่งทศนิยมให้เหลือเพียง 15 ตำแหน่ง

c = 1+2j # ใช้ตัวแปร c เก็บข้อมูลชนิด complex
print(c)
# โปรแกรมจะคืนค่า (1+2j)

ลิสต์( List)
ลิสต์เป็นการเก็บข้อมูลแบบโดยนำข้อมูลหลายตัวเรียงต่อกันและเข้าถึงข้อมูลได้โดยอาศัยลำดับของข้อมูล โดยข้อมูลแต่ละตัวในลิสต์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกันก็ได้
การประกาศข้อมูลชนิดลิสต์นั้นจะอยู่ภายในเครื่องหมาย [ ] และข้อมูลแต่ละตัวแยกกันด้วยเครื่องหมาย ,

items = [0, 1.5, "8"] # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) เรียงกันตามลำดับ

เราสามารถเข้าถึงข้อมูลในแต่ละลำดับข้อมูลหรือเข้าถึงข้อมูลเป็นช่วงของข้อมูลได้ด้วยเครื่องหมาย [] โดยตำแหน่งแรกสุดของข้อมูลนั้นจะเริ่มต้นด้วยลำดับที่ 0

items = [0, 1.5, "8"]  # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ
print( items[0] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0
# โปรแกรมจะคืนค่า 0

print( items[0:2] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 ไปจนถึงลำดับที่ 2(โดยไม่รวมลำดับที่ 2)
# โปรแกรมจะคืนค่า [0, 1.5]

print( items[1:] ) # เข้าถึงลิสต์ของข้อมูลที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 1 ไปจนถึงลำดับสุดท้าย
# โปรแกรมจะคืนค่า [1.5, "8"]

ข้อมูลประเภทลิสต์นั้นเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้(mutable) ดังนั้นค่าต่างๆในลิสต์จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ โดยสามารถทำการเพิ่มหรือลดจำนวนข้อมูลจากลิสต์ได้

items = [0, 1.5, "8"]  # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ

items[2] = "9" # กำหนดค่าข้อมูลในลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับที่ 2 ให้เป็น "9"(ชนิด string) 
print(items)  
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, "9"]

items.append(9.5) # เพิ่มข้อมูลลงไปในลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับถัดจากตำแหน่งสุดท้าย ในที่นี้คือลำดับที่ 3 ให้เป็น 9.5(ชนิด float) 
print(items) 
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, "9", 9.5]

del items[2] # ลบข้อมูลจากลิสต์ตรงตำแหน่งข้อมูลลำดับที่ 2 ออกจากลิสต์
print(items) 
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า [0, 1.5, 9.5]

Tuple
เป็นการเก็บข้อมูลหลายตัวเรียงต่อกันและอ้างถึงข้อมูลได้ด้วยลำดับของข้อมูล เราสามารถเก็บข้อมูลต่างชนิดกันภายใน tuple คล้ายการเก็บข้อมูลแบบลิสต์ แต่ข้อมูลประเภท tuple นั้นจะมีข้อแตกต่างจากลิสต์ตรงที่การเก็บข้อมูลชนิดนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้(immutable) หลังจากข้อมูลถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

โดยข้อมูลชนิดนี้มักจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นเร็วกว่าลิสต์ โดยการประกาศข้อมูลชนิด tuple จะใช้เครื่องหมาย () และข้อมูลแต่ละตัวจะแยกกันได้เครื่องหมาย ,

items = (5, 7.5, '11.5')  # กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ

เราสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละตำแหน่งได้ด้วยเครื่องหมาย []

items = (5, 7.5, '11.5') #  กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ

print( items[0] )  # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0
# โปรแกรมจะคืนค่า 5

print( items[0:2] ) # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 0 ไปจนถึงลำดับที่ 2 (ไม่รวมลำดับที่ 2)
# โปรแกรมจะคืนค่า (5, 7.5)

print( items[1:] )  # เข้าถึง tuple ที่เก็บในตัวแปร items ที่ข้อมูลลำดับที่ 1 ไปจนถึงลำดับสุดท้าย
# โปรแกรมจะคืนค่า (7.5, '11.5')

สำหรับการเก็บข้อมูลใน tuple นั้นเมื่อข้อมูลถูกประกาศไปแล้วจะไม่สามารถทำการแก้ไขได้อีก(immutable)

items = (5, 7.5, '11.5') #  กำหนดตัวแปร items ให้เก็บข้อมูลประเภท tuple ซึ่งเก็บข้อมูล 0(integer), 1.5(float), "8"(string) ตามลำดับ

items[2] = "10" # ทำการกำหนดค่าให้ข้อมูลลำดับที่ 2 ใน tuple มีค่าเป็น "10"(ข้อมูลชนิด string)
# โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น 'tuple' object does not support item assignment เพราะข้อมูลประเภทนี้เมื่อประกาศแล้วไม่สามารถทำการแก้ไขได้อีก

String
string จัดเป็นการเรียงกันของข้อมูล unicode โดยเราสามารถใช้เครื่องหมาย ‘ หรือ ” เพื่อจะกำหนดขอบเขตข้อมูลประเภท string และสำหรับการกำหนดข้อมูล string แบบหลายบรรทัดเราสามารถใช้เครื่องหมาย ”’ หรือ “”” เพื่อกำหนดขอบเขตข้อมูล

welcome_message = 'Good morning' # ทำการระบุข้อมูลให้ตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิด string
print(welcome_message)
# โปรแกรมจะทำการปรินท์ค่า Good morning

welcome_message = '''Good morning''' # ทำการระบุข้อมูลให้ตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิด string
print(welcome_message)
# โปรแกรมจะทำการปรินท์ค่า Good morning

เราสามารถเข้าถึงข้อมูลในแต่ละลำดับของ string ได้ด้วยเครื่องหมาย [] คล้ายกับลิสต์และ tuple โดยที่ string เป็นข้อมูลแบบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้(immutable) หลังจากประกาศข้อมูลไปแล้ว

welcome_message = 'Good morning'

print( welcome_message[2] )
# โปรแกรมจะทำการปรินทต์ค่า o

print( welcome_message[5:8] )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า mor

welcome_message[5] = '-'
# จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น 'str' object does not support item assignment เนื่องจากข้อมูลชนิด string เมื่อทำการประกาศแล้วไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้อีก 

เซต(Set)
ข้อมูลประเภทเซตนั้นเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่คำนึงถึงลำดับของข้อมูล ข้อมูลแต่ละตัวจำเป็นต้องมีความแตกต่างกัน การประกาศข้อมูลประเภทนี้จะบอกขอบเขตของชุดข้อมูลโดยใช้เครื่องหมาย { } ซึ่งข้อมูลแต่ละตัวจะแยกกันด้วยเครื่องหมาย , ข้อมูลแต่ละตัวจะถูกเก็บแบบไม่มีลำดับของข้อมูล

course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"} # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( course1 )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {"st101", "st102", "st103", "st105"}

สำหรับข้อมูลประเภทเซตนั้น เราสามารถใช้ตัวดำเนินการแบบ union, intesection ได้ และเนื่องจากข้อมูลในเซตนั้นจะต้องมีความแตกต่างกัน หากเราใส่ข้อมูลซึ่งเหมือนกันลงไปในเซต ข้อมูลดังกล่าวจะถูกตัดออก

course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"} # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
course2 = {"st103", "st105", "st107", "st108"} # กำหนดให้ตัวแปร course2 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course2
course3 = {"st107", "st108", "st109", "st108"} # กำหนดให้ตัวแปร course2 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course3

print(course3)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st107', 'st108', 'st109'}  โดยข้อมูล "st108" ซึ่งมีซ้ำกันจะถูกไว้เก็บเพียงข้อมูลเดียวเท่านั้น

students = course1.union(course2) # ใช้ฟังก์ชัน union เพื่อดึงเอาข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในลิสต์ของ course1 หรือ course2 โดยหากข้อมูลซ้ำกันจะดึงข้อมูลมาแค่ตัวเดียว เพื่อระบุถึงข้อมูลนักเรียนทั้งหมดที่ทำการลงเรียนใน course1 หรือ course2
print(students)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st102', 'st103', 'st108', 'st107', 'st105', 'st101'}

students = course1.intersection(course2) # ใช้ฟังก์ชัน intersection เพื่อดึงเอาเฉพาะข้อมูลที่ต้องอยู่ทั้งในลิสต์ของ course1 และ course2 เท่านั้น เพื่อระบุถึงข้อมูลนักเรียนทั้งหมดที่ทำการลงเรียนในทั้ง course1 และ course2
print(students)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'st105', 'st103'}

เนื่องจากเซตนั้นเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่เรียงลำดับ เราจึงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในเซตได้ด้วยเครื่องหมาย []

ดิกชันนารี(Dictionary)
การเก็บข้อมูลชนิดดิกชันนารีเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่เรียงลำดับ และข้อมูลแต่ละตัวจะประกอบด้วย key(ระบุชื่อของข้อมูลสำหรับอ้างอิง) และ value(ค่าของข้อมูลที่ต้องการจะเก็บ)

ดิกชันนารีนี้มักจะใช้เก็บข้อมูลซึ่งมีขนาดใหญ่และจำเป็นที่จะต้องค้นหาข้อมูล โดยเราจะใช้ key เพื่อใช้ในการค้นหาเพื่อให้ได้ค่าของข้อมูล(value)ที่ต้องการ

การประกาศข้อมูลประเภทดิกชันนารี จะใช้เครื่องหมาย { } เพื่อเป็นตัวบอกขอบเขตของข้อมูล โดยข้อมูลแต่ละตัวจะประกอบด้วย key: value แล้วคั่นข้อมูลแต่ละตัวด้วยเครื่องหมาย , โดยที่ key และ value นั้นสามารถเป็นข้อมูลชนิดใดก็ได้ ตัวอย่างเช่น

product = { 
		'name': 'banana', 
		'amount': 10, 
		'price': 50.9
	}
# ใช้ตัวแปร product เพื่อทำการเก็บข้อมูลสินค้า โดยข้อมูลสำหรับสินค้าโดยข้อมูลจะประกอบด้วย key name(ระบุชื่อสินค้า), key amount(ระบุปริมาณสินค้า) และ key price(ระบุราคาสินค้า)
print(product)
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'price': 50.9, 'amount': 10, 'name': 'banana'}

การเข้าถึงข้อมูลประเภทดิกชันนารีนี้เราจะใช้ key เป็นตัวค้นหาข้อมูล

product = { 
		'name': 'banana', 
		'amount': 10, 
		'price': 50.9
	}
# ใช้ตัวแปร product เพื่อทำการเก็บข้อมูลสินค้า โดยข้อมูลสำหรับสินค้าจะประกอบด้วย key name(ระบุชื่อสินค้า), key amount(ระบุปริมาณสินค้า) และ key price(ระบุราคาสินค้า)

print(product["name"])  # ทำการเรียกดูข้อมูลชื่อของสินค้า โดยอาศัย key name
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า banana

print(product["amount"]) # ทำการเรียกดูข้อมูลปริมาณของสินค้า โดยอาศัย key amount
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า 10

print(product["price"]) # ทำการเรียกดูข้อมูลราคาของสินค้า โดยอาศัย key price
# โปรแกรมทำการพิมพ์ค่า 50.9

 

การเปลี่ยนแปลงชนิดของข้อมูล

เราสามารถที่จะเปลี่ยนชนิดของข้อมูลจากประเภทหนึ่งเป็นอีกประเภทหนึ่งโดยใช้ฟังก์ชันสำหรับแปลงข้อมูลเช่น int(), float(), str()

print ( float(5) ) # ทำการแปลงข้อมูลชนิด integer ให้เป็น float
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า 5.0

หากทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจาก float เป็น int โปรแกรมจะทำการตัดเลขทศนิยมออก

print( int(5.5) ) # ทำการแปลงข้อมูลชนิด float ให้เป็น integer
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า 5

หากทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจาก string ข้อมูลจำเป็นต้องเป็นรูปแบบที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะเกิด error ขึ้นได้

print( int('a1') )
# โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาด invalid literal for int() with base 10: 'a1' เนื่องจากตัวอักษร a ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลชนิด integer ได้

กลุ่มของข้อมูลก็สามารถเปลี่ยนไปมาระหว่างกันในแต่ละชนิดได้

course1 = ["st101", "st102", "st103", "st105"] # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทลิสต์ เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( set(course1) ) # แปลงชุดข้อมูลจากประเภทลิสต์ให้เป็นเซต
# โปรแกรมจะทำการปรินทต์ค่า {'st102', 'st105', 'st103', 'st101'}

course1 = {"st101", "st102", "st103", "st105"}  # กำหนดให้ตัวแปร course1 เก็บข้อมูลประเภทเซต เพื่อระบุรายละเอียดของนักเรียนที่ลงวิชา course1
print( tuple(course1) ) # แปลงชุดข้อมูลจากเซตให้เป็น tuple
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า ('st102', 'st105', 'st103', 'st101')

word = 'kitten' # กำหนดให้ตัวแปร word เก็บข้อมูลของคำหนึ่งคำซึ่งมีค่าข้อมูลเป็น 'kitten' ซึ่งเป็นข้อมูลชนิด string
alphabets = list(word) # แปลงข้อมูลจาก string ให้เป็นลิสต์ ในที่นี้จะทำการแปลงจากคำหนึ่งคำให้เป็นลิสต์ของตัวอักษรสำหรับคำนั้น
print( alphabets )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า ['k', 'i', 't', 't', 'e', 'n']

หากต้องการแปลงข้อมูลเป็นดิกชันนารี(dictionary) เราจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถแปลงเป็นคู่ของข้อมูล key/value ได้

info = [ ['name', 'age'], ['Nick', 30] ]  # ทำการระบุข้อมูลโดยให้ลิสต์ตัวแรกบรรจุข้อมูลที่จะใช้เป็น key ซึ่งใช้บอกชื่อของข้อมูลที่ต้องการจะเก็บ และลิสต์ตัวที่สองบรรจุตัวข้อมูลที่ต้องการจะเก็บให้ลำดับตรงตามที่ระบุไว้ใน key
person = dict(info) # ทำการแปลงข้อมูลในลิสต์ให้กลายเป็นข้อมูลประเภทดิกชันนารี ซึ่งในที่นี้ตัวแปร person จะเป็นดิกชันนารีที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ name(ชื่อ) และ age(อายุ) ของบุคคลหนึ่งบรรจุเอาไว้
print( person )
# โปรแกรมจะทำการปรินต์ค่า {'Nick': 30, 'name': 'age'}